อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. วันที่ 19 ธันวาคมนี้ ที่ประชุมอาจพิจารณาปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 4.4% หลังจากตัวเลขไตรมาส 3 ต่ำกว่าคาดการณ์ของธปท. แต่โดยรวมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวมากกว่า 4% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ดีเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือผลกระทบจากสงครามการค้า ซึ่งอาจกระทบภาคการส่งออกของไทยในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในบัญชีที่สหรัฐขึ้นภาษี ซึ่งไทยเริ่มเห็นผลกระทบนี้แล้ว เช่น การส่งออกแผงโซลาร์เซลส์ และเครื่องซักผ้า แต่มูลค่าไม่ได้สูงมากนัก
ส่วนผลกระทบทางอ้อมผ่านการส่งออกไปจีน ซึ่งไทยส่งสินค้าที่เป็นวัตถุดิบไปยังจีนค่อนข้างมากเผื่อนำไปผลิตและส่งต่อไปยังสหรัฐอีกที เมื่อสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน จึงกระทบต่อสินค้านำเข้าจากไทยด้วย ซึ่งก็เริ่มเห็นผลกระทบดังกล่าวแล้วเพียงแต่ยังไม่มาก แต่ปีหน้าคาดว่าผลกระทบนี้อาจมีความรุนแรงมากขึ้น
หลังสหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน ก็เริ่มเห็นผู้ประกอบการเริ่มสต็อกสินค้ากันจำนวนมาก ทำให้ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมายังไม่เห็นการส่งออกที่ชะลอตัวมากนัก แต่ผลตรงนี้น่าจะชัดเจนในปีหน้า
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามผลของการเบี่ยงเบนทางการค้า หรือ Trade diversion ซึ่งอาจมีทั้งผลบวกและลบกับเศรษฐกิจไทย โดยผลบวกคือสหรัฐอาจลดการนำเข้าสินค้าจากจีนและหันไปซื้อจากประเทศอื่นแทน ซึ่งอาจมาซื้อสินค้าจากไทยเพิ่ม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการจีนที่ส่งออกไปสหรัฐไม่ได้ อาจมองทางเลือกการลงทุนในประเทศอื่นซึ่งอาจมาลงทุนในไทย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นผลบวก
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาดูว่าสินค้าจีนที่ส่งออกไปสหรัฐไม่ได้ จะหันไปเจาะตลาดอื่นแทนหรือไม่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะหันมาส่งสินค้าขายไทยแทน โดยจีนมีต้นทุนที่ถูกกว่าจึงอาจกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมเดียวกัน
แม้ปัจจัยเรื่องสงครามการค้าที่อาจกระทบต่อการส่งออกของไทย รวมถึงการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มชะลอลง จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า แต่เศรษฐกิจไทยโดยรวมถือว่ายังมีความแข็งแกร่งโดยมีกันชนที่ดีใน 4 ด้าน
ด้านแรก คือ เสถียรภาพด้านต่างประเทศซึ่งถือเป็นกันชนที่รองรับแรงปะทะจากข้างนอกได้ดี สะท้อนผ่านหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับต่ำ เมื่อเทียบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ระยะสั้น 3.6 เท่า และหากนับรวมหนี้ต่างประเทศทั้งหมด ไทยก็ยังมีเงินทุนสำรองสูงกว่าหนี้ต่างประเทศทั้งหมดถึง 1.5 เท่า
ด้านที่สอง ไทยพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในตลาดเกิดใหม่อื่นๆ สะท้อนผ่านยอดถือครองพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติที่มีสัดส่วนเพียง 10% ของยอดคงค้างทั้งหมด ขณะที่อินโดนีเซียมียอดสูงกว่า 30%
ด้านที่สาม ไทยมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงต่อเนื่อง โดยปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในปีนี้ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะอยู่ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 6-7% ของจีดีพี
และด้านที่สี่คือระบบการเงินของไทยมีความเข้มแข็งและเป็นกันชนที่ดี โดยธนาคารพาณิชย์ไทยมีเงินสำรองสูง 1.8 เท่าของเงินสำรองพึงกัน โดยรวมแล้วเศรษฐกิจไทยน่าจะโตได้สูงกว่า 4% แต่คงไม่เกิน 4.4% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่อง ส่วนอีกด้านที่ควรระวังคือเสถียรภาพระบบการเงิน เพราะเราพึ่งพาดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเวลานาน ทำให้ระดับหนี้เพิ่มขึ้นพอสมควร แม้เสถียรภาพระบบการเงินไทยขณะนี้ยังไม่ได้มีปัญหารุนแรง แต่เป็นเรื่องที่ชะล่าใจไม่ได้