เนชั่นทีวี

ข่าว

Nation Election 2019 EP.2 รู้จักเลือกตั้งระบบใหม่ เมื่อคะแนนผู้แพ้ก็มีค่า!

25 พ.ย. 2561 | wanchat

Nation Election 2019 EP.2 รู้จักเลือกตั้งระบบใหม่ เมื่อคะแนนผู้แพ้ก็มีค่า!

ห่างเหินการเลือกตั้งกันมานาน 9 ปี ถึงเวลาที่ต้องหันมาสนใจกับกฏระเบียบใหม่ ที่จำเป็นต่อผู้ใช้สิทธิ เรามีรายงานพิเศษ ในช่วงเวลา นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งกับ "เนชั่น อิเล็กชัน"

การเลือกตั้งที่คาดว่า จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ปีหน้านี้ เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เป็นการเลือกตั้ง "ระบบใหม่" ที่ไม่ใช่แค่ใหม่ในแง่ "บัตรเลือกตั้งใบเดียว" เท่านั้น แต่วิธีคิดคะแนนของผู้สมัครและพรรคการเมืองก็ยังเป็นระบบใหม่ด้วย

ระบบเลือกตั้งนี้เรียกว่า "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม" ซึ่งมีวิธีการลงคะแนนและวิธีคิดคะแนนแตกต่างจากระบบเก่าที่คนไทยเคยคุ้นชินอย่างสิ้นเชิง

ระบบการเลือกตั้งแบบเก่าซึ่งใช้มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 40 ต่อเนื่องถึงรัฐธรรมนูญปี 50 รวมระยะเวลาถึงปัจจุบันราวๆ 20 ปี มีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นรวม 6 ครั้ง โมฆะไป 2 ครั้งนั้น ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใบหนึ่งเลือกผู้สมัครระบบเขต คือ ส.ส.ของบ้านเราเอง กับอีกใบหนึ่งเลือกพรรค พูดง่ายๆ คือ "เลือกคนที่ใช่ เลือกพรรคที่ชอบ" และกติกาเปิดให้เลือกอย่างเสรี คือจะเลือกผู้สมัคร กับเลือกพรรค เป็นพรรคเดียวกันก็ได้ หรือคนละพรรคก็ได้

วิธีคิดคะแนนจะคิดแยกกัน คือคะแนน ส.ส.เขตก็นับไป ผู้สมัครคนไหนได้คะแนนสูงสุดในเขตนั้น ก็จะได้เป็น ส.ส.เขต ส่วนคะแนนที่เลือกพรรค จะถูกนำไปนับรวมทั้งประเทศ แล้วคิดออกมาเป็นสัดส่วน ส.ส.ที่แต่ละพรรคจะได้รับ เรียกว่า "ส.ส.บัญชีรายชื่อ" หรือ "ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์" พรรคการเมืองไหนที่ได้ "คะแนนพรรค" มากๆ ก็จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาก เช่น พรรคไทยรักไทย เคยได้มากกว่า 60 คนจาก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่มีได้ทั้งหมด 100 คน
นั่นคือระบบการเลือกตั้งแบบเก่า ซึ่งคนไทยลืมไปได้เลย เพราะการเลือกตั้งในปีหน้า จะใช้ระบบใหม่แล้ว เรียกว่า "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม" ระบบนี้จะมีบัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียว เพื่อให้ได้ ส.ส.ทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 350 คน และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 150 คน

คะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.เขต หรือ ส.ส.ของบ้านที่เราอยู่ ก็นับไปเหมือนระบบเก่า ใครได้คะแนนสูงสุดของเขตนั้น ก็จะได้เป็น ส.ส.เข้าไปนั่งในสภา ส.ส.กลุ่มนี้มี 350 คน
ส่วนอีก 150 คน วิธีการที่จะได้เป็น ส.ส.ค่อนข้างซับซ้อน เริ่มจากนำคะแนนจากผู้สมัครทุกคน ในทุกเขตเลือกตั้ง คือ 350 เขตทั่วประเทศมารวมกัน คะแนนของคนแพ้ก็เอามานับด้วย เรียกว่า "คะแนนตกน้ำ" ซึ่งปกติแล้วคะแนนคนแพ้จะทิ้งไปเลย คะแนนก้อนนี้คือคะแนนทั้งหมดที่ประชาชนไปหย่อนบัตรจริงๆ เป็น "คะแนนประเทศ" พูดง่ายๆ คือใช้ "ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง" จากนั้นก็นำคะแนนมาหักลบจำนวน "บัตรเสีย" และบัตรที่กา "โหวตโน" คือไม่ลงคะแนนให้ใครเลยออกไป ก็จะได้ "คะแนนดี" ที่เลือกผู้สมัครพรรคไหนก็ได้ จัดเป็น "คะแนนประเทศ" ตั้งเอาไว้ก่อน

ตัวเลข "คะแนนประเทศ" นี้จะนำมาหารกับจำนวน ส.ส.ทั้งหมด คือ 500 คน เพื่อหาอัตราส่วนคะแนนว่า ส.ส.1 คน ควรจะได้คะแนนเท่าไหร่ แล้วจึงนำตัวเลขที่ได้ไปคำนวณจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่แต่ละพรรคจะได้รับอีกที

ประมาณการตัวเลขอัตราส่วนที่นักวิชาการคาดการณ์กันในขณะนี้ อยู่ที่ 70,000 ถึง 100,000 คะแนน จึงจะได้ ส.ส. 1 คน คิดตัวเลขกลมๆ เป็น 1 ต่อ 70,000 จากนั้นนำคะแนนเลือกตั้งที่่ประชาชนลงให้แต่ละพรรคมาคำนวณ
สมมติว่าพรรคเพื่อไทยได้ 14 ล้านเสียง คิดอัตราส่วน 70,000 คะแนน ต่อ ส.ส.1 คน พรรคเพื่อไทยก็ควรจะได้ ส.ส.ในระบบใหม่นี้ 200 คน ถ้าพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขตไปแล้ว 180 คน ก็จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อีก 20 คน นี่คือการคิด ส.ส.ใน "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม" จนมีเสียงวิจารณ์ว่าพรรคใหญ่เสียเปรียบ พรรคเล็กมีโอกาสมากกว่า

เรามาดูกันว่า พรรคเล็กมีโอกาสอย่างไร สมมติพรรค ก.ไก่ ส่งผู้สมัครครบทั้ง 350 เขต ได้คะแนนเขตละ 1,000 คะแนน คือแพ้ทุกเขต ไม่ชนะเขตไหนเลย แต่พรรค ก.ไก่ ก็ยังมีสิทธิ์ได้ ส.ส. เพราะ พรรค ก.ไก่จะได้คะแนนประเทศ 350,000 คะแนน มาจากเขตละ 1,000 คะแนน 350 เขต เมื่อเอาไปคิดอัตราส่วน ส.ส. 1 ต่อ 70,000 พรรค ก.ไก่ ก็จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 คน แต่ถ้าเป็นการเลือกตั้งระบบเก่า พรรค ก.ไก่ จะไม่ได้ ส.ส.เลย นี่คือโอกาสของพรรคเล็ก และเสียงคนแพ้ที่เอามาคำนวนด้วยที่เรียกกันว่า "เสียงตกน้ำ" แปลว่าถึงแพ้ทุกเขตก็ยังมี ส.ส.ได้

ระบบเลือกตั้งที่ถูกออกแบบมาเช่นนี้ ถูกมองจากนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ สถาบันพระปกเกล้าว่า เป็นการเพิ่มความเสี่ยงทำให้พรรคการเมืองใหญ่ได้จำนวน ส.ส.ลดน้อยลง เพราะหากชนะในระบบเขตจำนวนมาก ก็จะทำให้ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ น้อย หรือไม่ได้เลย

นี่คือระบบการเลือกตั้งใหม่ที่เรียกว่า "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม" ที่ทีมข่าวเนชั่นทีวีนำมาอธิบายให้ฟังแบบง่ายๆ ระบบเลือกตั้งแบบนี้ แน่นอนว่าจะส่งผลให้พรรคการเมืองบางพรรคเสียเปรียบ และบางพรรคได้เปรียบ นักวิชาการบางท่านถึงกับมองว่าอาจทำให้ผลการเลือกตั้งบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริงได้เลยทีเดียว รายละเอียดเป็นอย่างไร ติดตามได้ในตอนต่อไป

ข่าวล่าสุด