เนชั่นทีวี

ข่าว

ธปท.แนะรัฐใช้นโยบายแจกเงินยามฉุกเฉิน

23 พ.ย. 2561 | tanpisit_ler

ธปท.แนะรัฐใช้นโยบายแจกเงินยามฉุกเฉิน

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เตือนรัฐบาลใช้ขีดความสามารถในการทำนโยบาย เท่าที่จำเป็นยามฉุกเฉิน หลังอัดฉีดงบบัตรคนจนและผู้สูงอายุวงเงิน 86,994 ล้านบาทปลายปี ขณะเดียวกันยังต้อง จับตาเศรษฐกิจไทยปี 2562 อาจได้ผลกระทบสงครามการค้า - ดอกเบี้ยขึ้น




ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย วิรไท สันติประภพ บอกถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม รวมถึงการอนุมัติโครงการเพื่อผู้สูงอายุ รวม 86,994 ล้านบาท ก่อนเลือกตั้ง  ว่าความเสี่ยงจากเศรษฐกิจไม่ว่าจะสงครามการค้าก็ดีหรือความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนก็ดี เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญคือการรักษาขีดความสามารถในการทำนโยบายในอนาคต ต้องใช้ความสามารถทางนโยบายนี้ให้เกอดประโยชน์สูงสุด หลายเรื่องจำเป็นต้องรักษา ขีดความสามารถในการทำนโยบายการเงิน การคลังนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะหากมีความจำเป็นในอนาคตเช่น เศรษฐกิจโลกเกิดชะลอตัวกว่าที่คาด ก็มีความจำเป็นต้องใช้นโยบายที่เข้าไปดูแลเศรษฐกิจทันทีทันใดรุนแรง เพราะฉะนั้นเรื่องการรักษาขีดความสามารถในการทำนโยบายในอนาคต จึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่านโยบายการเงินมหรือนโยบายการคลัง เพื่อให้แน่นใจว่า ขีดความสามารถในการทำนโยบายที่มีเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุด ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยังบอกถึงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ว่า ยังคงต้องเฝ้าระวังจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่มีทิศทางรุนแรงขึ้น แม้ว่าตัวเลขมูลค่าการส่งออกตลาดเอเชีย อาจจะไม่ได้ลดลงมาก เนื่องจากมีการสั่งซื้อสินค้ามาเเล้วล่วงหน้า แต่ผลกระทบจะเห็นอย่างชัดเจนตอนต้นปี 2562 ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยมีทั้งผลบวกและผลลบ เพราะเมื่อสหรัฐอเมริกาตั้งกำแพงภาษีสินค้าสูงขึ้น ผลลบจะเกิดขึ้นกับสินค้าจีน เช่น เหล็ก อลูมิเนียม จะส่งไปขายที่สหรัฐไม่ได้ จำเป็นต้องหาตลาดใหม่ด้วยการกระจายแหล่งผลิตไปประเทศอื่น ซึ่งอาจจะเป็นผลดีต่อไทย โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี 


ทั้งนี้ยืนยันว่า การที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน และต่ำมาเป็นพิเศษนั้น จะทำให้เกิดความเปราะบางและสร้างความเสี่ยงในระยะยาว และเมื่อมีการขึ้นดอกเบี้ย การขึ้นก็จะค่อยเป็นค่อยไป เพราะคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.ยังเชื่อว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายยังคงจำเป็นอยู่ แต่การผ่อนคลายเป็นพิเศษมีความจำเป็นน้อยลง ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยของ กนง.ก็อาจต้องมีการพิจารณาจากข้อมูลต่างๆให้รอบด้าน


ขณะที่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ภัทร  พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย บอกว่าเศรษฐกิจไทยในปี 62 คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย หรือ GDP จะขยายตัวได้ตำกว่าปีนี้ อยู่ 3% ปลายๆ  หลังจากที่เศรษฐกิจไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 ที่ขยายตัวได้สูงถึง 4.3% และเริ่มเห็นการชะลอตัวลงตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นมา โดยที่ GDP ในปี 2561 คาดว่าจะอยู่ที่ 4% ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ 4.3% ซึ่งมีปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยมาต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2561 มาถึงปี 2562 คือ ภาคการส่งออกที่ยังเผชิญกับความไม่แน่นอนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ทำให้ภาคการส่งออกของไทยเริ่มขยายตัวได้ช้าลง ซึ่งหากสงครามการค้าเริ่มบานปลายมากขึ้น จะส่งผลทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง โดยที่ในปี 2562 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้มีการประเมินมูลค่าการค้าโลกจะชะลอตัวลง จากปัจจัยสงครามการค้า เพราะจีนถือเป็นซัพพลายเชนที่ใหญ่ในตลาด และหากมีผลกระทบจะส่งผลไปยังประเทศอื่นๆที่ส่งออกสินค้าไปจีนด้วย



ด้านผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร CIMB THAI  อมรเทพ จาวะลา บอกว่าแม้ว่าปีที่ผ่านมาการส่งออกจะเติบโตดี แต่การบริโภคภาคครัวเรือนไม่ได้ดีมากนัก ตัวเลขการขายรถยนต์ในประเทศเดือนตุลาคมมีมากถึง 86,931 คันหรือ เพิ่มขึ้น 26.8% ขณะที่การใช้จ่ายจำพวกยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเสื้อผ้าโตน้อยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนกำลังซื้อของคนที่ฉีกเป็น 2 ขั้ว โดยเฉพาะกำลังซื้อจากกลุ่มรากหญ้า มีปัญหาในเรื่องของราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และหนี้ครัวเรือนก็ยังสูงอยู่ คาดว่าปี 2562 การบริโภคภาคครัวเรือนจะน้อยกว่าปีนี้ 

ข่าวล่าสุด