ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาล คสช. จัดโปรโมชันทิ้งทวนทุ่มงบอัดฉีดช่วยเหลือผู้สูงอายุผ่านบัตรสวัสดิการคนจน 3.5 ล้านคน พร้อมกัน 4 มาตรการอย่างที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนกล้าทำมาก่อน
ไม่ว่าจะเป็นเพิ่มเงินอัดฉีดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน จากที่เคยรับเงินแจกฟรี 600 บาทต่อเดือน ปรับขึ้นเป็น 1,000 บาทต่อเดือน มาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีที่อยู่อาศัยของตัวเอง อีก 400 บาทต่อเดือน // มาตรการช่วยอุดหนุนค่าเดินทางสำหรับคนชราที่ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลอีก 500 บาทต่อเดือน และมาตรการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง ซึ่งต้องการผู้ดูแลโดยเปิดฝึกอาชีพผู้ที่ลงทะเบียนคนจนให้เป็นผู้ดูแลคนชราติดเตียง โดยจ่ายค่าจ้าง 330 บาทต่อคนต่อวัน
รองนายกรัฐมนตรี สมคิด บอกว่า ทั้ง 4 มาตรการ จะช่วยบรรเทาทุกข์ผู้สูงอายุมีฐานะยากจน 3.5 ล้านคน ให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ไม่พ้น กระแสที่กล่าวหาว่าหาเสียงก่อนเลือกตั้ง รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจคนนี้จะตอบนักข่าวว่าอย่างไร ปฏิเสธไม่ได้อีกว่ามาตรการดังกล่าวจะเพิ่มภาระรายจ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีกกว่าเท่าตัว ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพ 600 บาทต่อเดือน จะได้เงินแจกฟรีจากรัฐบาลเพิ่มอีก 1,300 บาทต่อเดือน หมายความว่าผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน 1 คน จะได้รับเงินอัดฉีดจากรัฐบาล 1,900 บาทต่อเดือน หรือ 22,800 บาทต่อปี
ปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนคนจนกับรัฐบาล 3.5 ล้านคนคูณรายได้ 22,800 บาทต่อปี เท่ากับรัฐบาลจะต้องใช้งบอัดฉีดถึง 79,800 ล้านบาทต่อปี ยังไม่รวมค่าจ้างดูแลคนชราป่วยติดเตียง 300 บาทถึง 330 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งจะเพิ่มรายจ่ายรัฐบาลอีกก้อนโต และยังไม่รวมเบี้ยยังชีพคนชราอีก 5 ล้านคน ที่ไม่มีฐานะยากจนแต่ใช้สิทธิรับเบี้ยยังชีพคนชราเดือนละ 600 บาทจากรัฐบาล
ยังไม่รวมผู้ลงทะเบียนคนจนล่าสุด 14.5 ล้านคน หักคนชราผู้มีฐานะยากจนออกไป 3.5 ล้านคน ก็จะเหลือผู้ที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินอุดหนุนค่าครอง ชีพผ่านบัตรสวัสดิการคนจนเดือนละ 600 บาทอีก 11.5 ล้านคน
เท่ากับรัฐบาลต้องจ่ายงบอัดฉีดทั้ง 3 กลุ่มรวมกัน 20 ล้านคน รวมเบ็ดเสร็จเป็นภาระรายจ่ายเกือบ 2 แสนล้านบาทต่อปี ปัญหาคือ คนจนไม่ลดลงมีแต่เพิ่มขึ้นๆทุกปี และคนชราก็ไม่ลดลง แถมอายุยืนมากขึ้นๆทุกปีเช่นกัน คำถามก็คือ รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพียงพอกับรายจ่ายหรือไม่ แล้วมีนโยบายอื่นที่คุ้มค่ากับเงินภาษีที่เสียไป ที่จะช่วยคนจนได้ยั่งยืนกว่านี้หรือไม่