"หมอเอ้ก " แนะแนวทางเปิดการค้ากัญชาแบบเสรี
21 พ.ย. 2561 | sippa035

"หมอเอ้ก นิวเดม เสนอ 3 แนวทาง ให้รัฐบาล กับมุมมองการเปิดการค้ากัญชาแบบเสรี ทั้งการปลูก-ผลิต-สกัด วิจัยสายพันธุ์ รวมถึงเปิดตลาดการค้ากับต่างประเทศ เพื่อไม่ให้เสียของกับประเทศ"
ข่าว
21 พ.ย. 2561 | sippa035

"หมอเอ้ก นิวเดม เสนอ 3 แนวทาง ให้รัฐบาล กับมุมมองการเปิดการค้ากัญชาแบบเสรี ทั้งการปลูก-ผลิต-สกัด วิจัยสายพันธุ์ รวมถึงเปิดตลาดการค้ากับต่างประเทศ เพื่อไม่ให้เสียของกับประเทศ"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟสบุ๊คของหมอเอ้ก คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม NewDem กลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปตย์ ได้โพสต์รายละเอียดมุมมองการเปิดการค้ากัญชา หลังจากที่เสนอแนวคิดไปเมื่อวันที่13พ.ย.ที่ผ่านมา กับการเปิดตัวกลุ่มภายใต้แนวคิดก้าวนอกกรอบ ว่า
"เมื่อวันที่ 13 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพูดถึงเรื่องการเปิดการค้ากัญชา โดยพูดถึงการปลดล๊อคกัญชาที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ว่าคำว่า ปลดล๊อค ที่กำลังพูดถึงกันนั้นเป็นการปลดล๊อคแบบใด หลังจากที่ผมพูดตอนเช้าก็มีข่าวว่ารัฐบาลได้ผ่านเรื่องของการปลดล๊อคในตอนบ่ายพอดิบพอดี แล้วก็มีคนทั้งหน้าไมค์ หลังไมค์ รวมไปถึงส่งข้อความไปทางพ่อแม่ผม มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย กับการที่ผมพยายามผลักดันเรื่องของการเสพย์กัญชาเสรี
ผมอาจไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก แต่ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องการ "ปลดล๊อค" การเสพย์แบบไหนเป็นสำคัญครับ
ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ในปัจจุบันมุมมองกัญชาในหลายประเทศเปลี่ยนไป กัญชาไม่ใช่พืชที่เป็นสารเสพย์ติดอีกต่อไป แต่กัญชาได้กลายไปเป็น "พืชเศรษฐกิจ" ไปแล้ว หลายประเทศเปิดโอกาสให้มีการปลูก การผลิต การสกัด ให้ใช้ในทางการแพทย์ รวมถึงบางประเทศที่มีการเปิดให้มีการใช้เพื่อสันทนาการ หรือเพื่อความบันเทิงได้ (เช่น แคนาดา หรือ บางรัฐในสหรัฐอเมริกา)
สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นความกังวลของหลายๆท่าน คือว่า ผลของการเสพย์กัญชาเพื่อความบันเทิงต่อผลกระทบทางด้านสุขภาพของคนในประเทศ ซึ่งตรงนี้ยังไม่มีการศึกษาที่ได้คำตอบที่ชัดเจนนักที่จะยืนยันว่ามีความเกี่ยวข้องกับอันตรายต่อสุขภาพโดยรวมของประชาชน ผลวิจัยที่ผ่านๆมายังเป็นการศึกษาในต่างประเทศเกือบทั้งหมด ราชวิทยาลัยด้านจิตแพทย์ของไทยก็ออกจดหมายเปิดผนึกถึงผลเสียของกัญชา อาจารย์แพทย์หรือคนในรัฐบาลก็ออกมาสนับสนุน ถกเถียงกันให้ขวัก
จนผมรู้สึกว่าเรากำลังให้ความสนใจกันผิดจุดอยู่หรือเปล่า
สิ่งที่ผมคิดว่าควรจะพิจารณาเป็นสำคัญและไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย คือ เรื่องของการปลูก การผลิต การสกัด (รวมถึง supply chain อื่นๆ) สิ่งนี้ต่างหากที่ผมอยากให้เปิดเสรี โดยที่ประชาชนหรือเอกชนสามารถที่จะทำได้เอง รัฐผันตัวเองไปเป็นผู้คุมกฏอย่างจริงจัง คอยดูแลเรื่องของมาตรฐานในการผลิต คุณภาพของผลผลิต ความปลอดภัย รวมถึงไม่ให้ประชาชนหรือเอกชนใดผูกขาดตลาดได้ทั้งหมด เหตุผลก็เพราะว่า เรากำลัง "แข่งขัน" อยู่ครับ เรากำลังแข่งขันกับเวลา เรากำลังแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เรากำลังแข่งขันกับประเทศอื่นๆในโลกที่ต่างก็จ้องมองมาที่ตลาดกัญชาอยู่เช่นเดียวกัน การเปิดเสรีในการผลิต การปลูก หรือการสกัด ให้กับประชาชนหรือเอกชนจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับประเทศครับ เพราะเมื่อมีการแข่งขันก็ต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะรีบให้ความสำคัญคือการเพิ่ม "ประสิทธิภาพ" หากต้องการจะให้ไทยเป็นผู้นำในเรื่องของกัญชาครับ สิ่งที่ผมอยากเสนอให้กับรัฐหรือผู้ที่จะทำหน้าที่รัฐต่อไปในการผลักดันทิศทางของการพัฒนากัญชาบ้านเรามีอยู่ 3 อย่างครับ
1. รัฐควรเปิดเสรีการปลูก ผลิต การสกัด ไม่ใช่ผูกขาดอยู่แค่กับรัฐที่เดียว หรือ ให้เฉพาะเอกชนบางรายที่รัฐเลือกมาร่วมครับ และรัฐควรจะทำลายสิ่งกีดขวางในการเข้าสู่ตลาดครับ (barrier to entry) ผมเข้าใจว่าการให้ใบอนุญาต (license) นั้นผู้ที่ออกจะเป็น ปปส. เป็นหลัก ซึ่งตรงนี้ต้องดูให้ดีครับ ว่าเราจะทำอย่างไร ไม่ให้ตรงนี้เป็นการ "ล๊อคสเป๊ค" ให้กับเอกชนบางรายเพียงเท่านั้น และจะดียิ่งขึ้นหากรัฐจะสนับสนุนและให้ใบอนุญาต ผู้ที่จะปลูก ผลิต หรือสกัด จะต้องมีการทำการวิจัยและพัฒนาร่วมด้วยเสมอครับ (R&D) เพื่อทำให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมกัญชาของไทย
2. รัฐจะต้องส่งเสริมการวิจัยสายพันธุ์กัญชา รวมถึงวิจัยผลิตภัณฑ์ และปกป้องสิทธิบัตรสายพันธุ์กัญชาของไทยครับ (ในเวลานี้ จนกว่าเราจะได้ข้อสรุปว่าเราจะเดินหน้าต่อในทิศทางใด) ซึ่งการปกป้องสิทธิบัตรเหล่านี้ รัฐควรจะให้ความสำคัญให้ถูกทางครับ การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญานี้ไม่ใช่เพื่อปกป้องผู้เล่นเดิมที่ผูกขาดตลาด แต่เพื่อเป็นการกระตุ้นเรื่องของการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆให้ได้
3. รัฐจะต้องเป็นทัพหน้าให้กับประชาชนหรือเอกชนในการไปเปิดตลาดยังต่างประเทศครับ ใช้เครือข่ายทางพาณิชย์ หรือ หอการค้า ที่เรามีให้เป็นประโยชน์ครับ
ผมคิดว่าเราเดินมาถูกทางในระดับหนึ่งแล้วครับ เริ่มมีกระแส ผู้คนให้ความสนใจ แต่ต่อจากนี้จะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญครับ ว่าประเทศไทยเราจะใช้โอกาสที่หล่นลงมาตรงหน้าเรานี้อย่างไร เพื่อประโยชน์เกิดกับประชาชนอย่างแท้จริงครับ รัฐที่จะรับช่วงต่อจากนี้จะต้องบาลานซ์อารมณ์ของประชาชนให้ดีครับ ระหว่างการปล่อยเสรีในการเสพย์ไม่ว่าทางใดจนมากเกินไปจนกระทบต่อสุขภาพโดยรวมของประชาชน กับ การจำกัดการปลูก การผลิต การสกัด ให้อยู่ในมือของคนจำนวนไม่กี่คน ทั้งๆที่โอกาสนี้อาจจะเป็นโอกาสสำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศครับ ผมหวังว่ารัฐจะไม่ทำให้โอกาสนี้ "เสียของ" เหมือนหลายๆอย่างที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยครับ