เรื่องนี้ยังไม่จบ แม้ ป.ป.ช.จะยืนยันให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินไปแล้ว โดยล่าสุดเมื่อวาน ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. มีการประชุมร่วมกันระหว่าง ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ หรือ ทปอ.มรภ. (มี 38 แห่งทั่วประเทศ) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล หรือ ทปอ.มทร. (มี 9 แห่งทั่วประเทศ) อธิการบดีมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ สถาบันอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสถาบันวิทยาลัยชุมชน เพื่อหารือในประเด็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินของนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยภายหลังการประชุม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธาน ทปอ. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ทปอ.แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าสนับสนุน ป.ป.ช.ในเรื่องที่อธิการบดีและรองอธิการบดีจำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน จึงอยากสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นนี้ก่อน ส่วนที่ต้องมาหารือในเรื่องนี้ เพราะการยื่นบัญชีทรัพย์สินของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัย อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงกฎหมายของ ป.ป.ช. เกิดขึ้นภายหลังการรับตำแหน่งของกรรมการสภามหาวิทยาลัยชุดที่ทำหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน ทำให้กรรมการหลายคนแสดงเจตนาลาออก ซึ่งเหตุผลคาดว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล เพราะแต่ละคนมีความพร้อมในการยื่นบัญชีทรัพย์สินอย่างถูกต้องและครบถ้วนแตกต่างกัน ไม่ได้เกี่ยวกับการปกปิดทรัพย์สินหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริต ส่วนกรรมการสภาฯในกลุ่มสถาบันอาชีวะ และวิทยาลัยชุมชน ก็ต้องมีการยื่นบัญชีทรัพย์สินเช่นกัน ซึ่งกรรมการสภาฯเหล่านั้นก็ส่งสัญญาณว่าจะลาออกด้วยประธาน ทปอ. บอกด้วยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขชัดเจนของจำนวนกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่จะลาออก มีเพียงการสอบถามกัน แต่เท่าที่ทราบมีจำนวนไม่น้อย คาดว่าจะทราบจำนวนที่ชัดเจนช่วงที่มีการประชุมสภาของแต่ละมหาวิทยาลัยช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ดังนั้นช่วงนี้แต่ละมหาวิทยาลัยจึงได้พยายามวิงวอนขอให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ช่วยมหาวิทยาลัยต่อไป และเร็วๆ นี้ ทปอ.จะประสานขอเข้าพบคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อชี้แจงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อหาหนทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาระหว่างการให้สัมภาษณ์ประธาน ทปอ.ย้ำหลายครั้งว่า ที่มีการกล่าวหาว่าอธิการบดีและรองอธิการบดีไม่ยินยอมยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะอธิการบดีและรองอธิการบดีต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินอยู่ก่อนแล้ว และได้ปฏิบัติตามกฎหมายด้วยดีมาตลอด