นายศรายุทธ ยิ้มยวนรองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่2 ตุลาคม 2561ได้เห็นชอบให้ดำเนินการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) ที่เป็นหนี้กับ ธ.ก.ส. โดยดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกรสมาชิกกฟก. จำนวน 36,605 ราย ที่มีสถานะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs)ก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ด้วยการพักต้นเงินครึ่งหนึ่ง(ร้อยละ 50)และดอกเบี้ยทั้งหมดไว้ก่อน สำหรับต้นเงินอีกครึ่งหนึ่ง(ร้อยละ 50)ให้เกษตรกรทำสัญญาผ่อนชำระตามกรอบเวลาที่ตกลงกันแต่ไม่เกิน 15 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยMRR-3 เมื่อเกษตรกรชำระหนี้ตามสัญญาใหม่เรียบร้อยแล้วดอกเบี้ยที่พักไว้ ธ.ก.ส. จะยกให้เกษตรกร ส่วนต้นเงินที่เหลืออีกร้อยละ 50ให้นำมาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ ภายใต้ศักยภาพของลูกหนี้แต่ละรายโดยใช้หลักที่เป็นธรรมและไม่ส่งผลกระทบต่อภาระของเกษตรกร พร้อมทั้งให้สำนักงาน กฟก.ดำเนินการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพียงพอต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาภัยธรรมชาติปัญหาค่าครองชีพ เพิ่มสูง ทำให้รายได้ที่มาจากการทำการเกษตรไม่เพียงพอต่อรายจ่ายปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เป็นต้นซึ่งเกษตรกรเหล่านี้ต้องการให้รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้สินเช่นเดียวกันซึ่งนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้สั่งการให้ทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาให้ความช่วยเหลือให้ครอบคลุมเกษตรกรทุกกลุ่มไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิก กฟก. เท่านั้นโดยช่วยเหลือให้เหมาะสมหรือตรงกับสภาพปัญหาที่แท้จริงของเกษตรกรเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
นายศรายุทธกล่าวต่อไปว่า ในการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าว ธ.ก.ส. จะทำการสอบทานหนี้ของเกษตรกรทุกรายกรณีพบว่าเกษตรกรมีหนี้ที่เป็นภาระหนัก ธ.ก.ส. จะให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆเช่น กรณีเกษตรกรไม่มีศักยภาพในการประกอบอาชีพ เนื่องจากชราภาพ พิการหรือเสียชีวิตธ.ก.ส. จะพิจารณาจำหน่ายหนี้ออกจากบัญชี เป็นราย ๆ ไป รวมทั้งกรณีเกษตรกรมีหนี้ที่เป็นภาระหนักซึ่งไม่สอดคล้องกับรายได้ธ.ก.ส.จะดำเนินการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพและรายได้ของเกษตรกรแต่ละรายโดยมีการขยายเวลาชำระหนี้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 20 ปี อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรทั้งประเทศดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีความรอบคอบคำนึงถึงหลักความเป็นธรรมและไม่กระทบต่อเศรษฐกิจและการเงินของประเทศในระยะยาว