ปัญหานี้ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นเดือน และกำลังจะปลดล็อคคลี่คลายไประดับหนึ่งแล้ว หลังจากสำนักงาน ป.ป.ช.ส่งทีมเข้าหารือกับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย คุณวิษณุ เครืองาม โดยเบื้องต้นมีข้อสรุปให้ฝ่ายกฎหมาย ป.ป.ช.ชงเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ในการประชุมวันพรุ่งนี้ 2 ประเด็น คือ
1.ขยายกรอบเวลาการบังคับใช้ประกาศ ป.ป.ช.ฉบับนี้ออกไปก่อน จากที่จะครบกำหนดต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ เพื่อให้ผู้ที่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯ ได้มีเวลาเตรียมความพร้อมมากขึ้น
กับ 2.กรณีนายกและกรรมการมหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งรวมถึง "สมเด็จพระสังฆราช" ที่ทรงดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยด้วยนั้น ฝ่ายกฎหมาย ป.ป.ช. เสนอว่า เจตนารมณ์ของประกาศ ป.ป.ช.คือการบังคับใช้กับฆราวาส ดังนั้นพระเถระชั้นผู้ใหญ่จึงไม่ควรอยู่ภายใต้บังคับของประกาศ ป.ป.ช. และควรให้ยึดสถานะตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์แทนแม้ประเด็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินของกรรมการสภามหาวิทยาลัย จะได้รับการปลดล็อคไประดับหนึ่ง แต่ดูแล้วปัญหายังไม่จบ เพราะยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือไม่
ฝ่ายที่แสดงท่าทีว่าไม่จำเป็น คือฝั่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยในนามของ ทปอ. หรือ "ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย" โดยให้เหตุผลว่าเป็นการเพิ่มภาระให้กับกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิที่ส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชนโดยไม่จำเป็น และสภามหาวิทยาลัยก็ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยตรงนอกจากนั้นยังมีความเห็นจาก อาจารย์วิษณุ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ที่มองว่า การที่นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่อยากยื่นบัญชีทรัพย์สิน ไม่คิดว่าจะมีปัญหาเรื่องลับลมคมในอะไร แต่ทุกคนมีปัญหาเดียวคือ ความรำคาญ จุกจิก ยุ่งยาก และกลัวว่าจะมีความผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะการยื่นบัญชีทรัพย์สินมีความละเอียดมาก หลายคนจึงไม่อยากยุ่งยากวุ่นวาย โดยเฉพาะเมื่อแลกกับเบี้ยประชุมเพียงครั้งละ 2,000 บาท จึงเลือกลาออกดีกว่า
อาจารย์วิษณุ ยังบอกด้วยว่า แม้ตำแหน่งนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย จะมีอำนาจให้คุณให้โทษได้ เพราะสามารถแต่งตั้งอธิการบดี คณบดี อนุมัติงบประมาณได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การอนุมัติงบประมาณของมหาวิทยาลัยไม่สูงถึงขั้นที่สภามหาวิทยาลัยจะต้องพิจารณา เพราะไม่ถึง 1,000 ล้านบาท จึงอยู่ในอำนาจของอธิการบดีทั้งหมด จุดนี้เองที่ทำให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยบ่นว่า ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณ แต่กลับต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน นี่คือความเห็นของฝั่งที่มองว่าไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินส่วนฝั่งที่สนับสนุนการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ก็ยังเคลื่อนไหวต่อเนื่อง / วันนี้ ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ CHES (อ่านว่า เชส) นำโดย คุณหมอ สุธีร์ รัตนะมงคลกุล ได้ไปยื่นข้อเรียกร้องที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี สนับสนุนประกาศ ป.ป.ช.ให้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยยื่นบัญชีทรัพย์สิน โดยให้เหตุผลว่า
1.กรรมการสภามหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดมาจากการคัดสรรโดยผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย จึงเป็นกลุ่มเครือข่ายเดียวกัน ไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลกัน
2.กรรมการสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่อีกหลายอย่าง เช่น แต่งตั้งตำแหน่งบริหาร หรือพิจารณาอนุมัติตำแหน่งทางวิชาการ จึงอาจมีผลประโยชน์แอบแฝง
3.มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบราชการไปแล้ว ก็ยังได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินอยู่เหมือนเดิม
4.ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งผลประโยชน์ขนาดใหญ่ที่สามารถทุจริตคอรัปชั่นได้อย่างง่ายดาย เพราะกลไกถ่วงดุลอำนาจไม่มีเลย เนื่องจากผู้บริหารกับสภาเป็นพวกเดียวกันทั้งหมด ที่ผ่านมาจึงมีกรณีตัวอย่างที่ผู้บริหารกับสภามหาวิทยาลัยบางแห่งร่วมกันออกนโยบายเอาทรัพย์สินและรายได้ของมหาวิทยาลัยไปซื้อหุ้นของสถาบันการเงินที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการอยู่ หรือเปิดสัมปทานภายใน เช่น ให้เอกชนเดินรถ โดยเลือกบริษัทเอกชนที่มีกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นหุ้นส่วนอยู่ อย่างนี้เป็นต้นนี่คือเหตุผลที่ยังโต้แย้งกันอยู่ และ ป.ป.ช.น่าจะหยิบไปพิจารณาว่าสุดท้ายจะเคาะให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินหรือไม่