เนชั่นทีวี

ข่าว

ศาลสั่ง "บังฟัต" จ่ายสินไหมทดแทน

07 พ.ย. 2561 | te

ศาลสั่ง "บังฟัต" จ่ายสินไหมทดแทน

จากคดีคนร้ายฆ่านายวรยุทธ สังหลัง อายุ 46 ปี อดีต ผญ.บ้าน หมู่ 1 ต.บ้านกลาง พร้อมครอบครัว และญาติ รวม 8 คน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 ก.ค.60 ที่ผ่านมา โดยศาลชั้นต้นได้ตัดสินประหารชีวิตนายซูริก์ฟัต บ้านนพวงศ์สกุล หรือบังฟัต อายุ 41 ปี พร้อมพวก 6 คน ส่วนอีก 2 คนจำคุกพร้อมกับมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลในคดีแพ่งและอาญา

เวลา 11.00 น. (6พ.ย.) ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อ่านคำสั่งศาลคดี พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ร้องที่ 2 ถึงที่ 8 เพียงแต่ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ผู้ร้องที่ 2 ถึงที่ 8 ย่อมอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง เท่านั้น


เมื่อผู้ร้องที่ 2 ถึงที่ 8 มิได้ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ผู้ร้องที่ 2 ถึงที่ 8 ย่อมไม่มีฐานะเป็นคู่ความ อันจะมีสิทธิอุทธรณ์ในคดีส่วนอาญาได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 ถึงที่ 8 ในคดีส่วนอาญาชอบแล้ว ยกคำร้อง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในคดีส่วนแพ่งต่อไป


นายเกรียงศักดิ์ สารพี ทนายความนายซูริก์ฟัต บ้านนพวงศ์สกุล กล่าวว่า หลังจากฟังคำพิพากษาได้ประสานกับ นายซูริก์ฟัต ว่า ยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แก่ญาติผู้เสียชีวิต ทั้งหมดแทนจำเลย 2-6 ด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมรายละเอียดต่างๆ ขณะที่ฝ่ายญาติๆ ผู้เสียชีวิต ยอมรับคำตัดสินของศาล เตรียมให้ทนายความดำเนินการต่อไป ตามกระบวนการยุติธรรม


สำหรับเหตุการณ์ฆ่านายวรยุทธ สังหลัง อายุ 46 ปี อดีต ผญ.บ้าน หมู่ 1 ต.บ้านกลาง พร้อมครอบครัว และญาติ รวม 8 คนที่ถูกสังหาร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 ก.ค.60 ที่ผ่านมา ศาลชั้นต้น ได้ตัดสินประหารจำเลยที่ 1-6 คือ นายซูริก์ฟัต บ้านนบวงศ์กุล หรือ บังฟัต อายุ 41 ปี 2.นายคมสรรค์ เวียงนนท์ (ม่อน) 3.นายอับดุลเลาะ ดอเลาะ (เลาะห์) อายุ 30 ปี. 4.นายอรุณ ทองคำ (กี้ร์) อายุ 29 ปี 5.นายประจักษ์ บุญทอย (จักร์) อายุ 36 ปีและ 6.นายธนชัย จำนอง (โกบ) อายุ 41 ปีแต่เหลือให้จำคุกตลอดชีวิต


ส่วนจำเลยที่ 7.นายธวัฒชัย บุญคง (ชัย) อายุ 37 ปี พิพากษาจำคุก 1 ปี 9 เดือน และ นางสาวชลิตา สังข์โชติ อายุ 41 ปี ตัดสินจำคุก 12 เดือน


สำหรับในคดีส่วนแพ่ง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 จำนวน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงินแก่ผู้ร้องที่ 3 จำนวน 1,445,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560


ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงินแก่ผู้ร้องที่ 4 จำนวน 962,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 4 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงินแก่ผู้ร้องที่ 5 จำนวน 2,402,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,500 บาท นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นวันละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 5 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงินแก่ผู้ร้องที่ 6 จำนวน 420,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 7 จำนวน 720,000 บาท และแก่ผู้ร้องที่ 8 จำนวน 960,000 บาท

ข่าวล่าสุด