การจากไปอย่างกะทันหันของประธานกลุ่มคิงเพาเวอร์ วิชัย ศรีวัฒนประภา นอกจากจะเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญในแวดวงธุรกิจการเมือง และวงการกีฬาของไทย ยังอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อบทบาทการดำเนินธุรกิจของคิงเพาเวอร์ ซึ่งจะอยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคิงเพาเวอร์ในปัจจุบัน
แหล่งรายได้หลักที่สร้างความมั่งคั่งให้กลุ่มคิงเพาเวอร์มายาวนาน คือธุรกิจร้านค้าปลอดอากรหรือดิวตี้ฟรีในสนามบิน โดยเฉพาะดิวตี้ฟรีในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินหลักของประเทศ ปัจจุบันคิงเพาเวอร์ถือครอง 2 สัมปทานสำคัญในสุวรรณภูมิ คือสัมปทานร้านดิวตี้ฟรี และสัมปทานบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ โดยทั้ง 2 สัมปทานนี้จะครบกำหนดในเดือนกันยายน 2563
ปัจจุบัน บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท.อยู่ระหว่างการกำหนดร่างทีโออาร์ หรือเงื่อนไขการประมูลทั้ง 2 สัมปทาน ซึ่งคาดว่าจะเสนอให้บอร์ด ทอท.พิจารณาก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อให้เอกชนมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้าในการประกอบธุรกิจ 2 ปี ซึ่งการประมูลครั้งใหม่นี้ คิงเพาเวอร์ในวันที่ไม่มี'วิชัย'เป็นกัปตัน อาจไม่สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างง่ายดายเหมือนการประมูลเมื่อ 12 ปีก่อน
เพราะบรรดาผู้ประกอบการภาคเอกชน รวมทั้งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ต่างเรียกร้องให้ ทอท.ปลดล็อคการประมูล โดยแบ่งสัมปทานตามประเภทสินค้า เพื่อให้มีผู้รับสัมปทานหลายราย แทนที่จะให้เอกชนเพียงรายเดียวเป็นผู้รับสัมปทานเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเสมือนการผูกขาดทางธุรกิจ
การมีผู้รับสัมปทานหลายราย ยังก่อให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับ ทอท.ในฐานะเจ้าของพื้นที่ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้ใช้บริการ และที่สำคัญสนามบินชั้นนำทั่วโลกต่างใช้แนวทางนี้ในการบริหารจัดการร้านดิวตี้ฟรีและบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ และผลการศึกษาชี้ชัดว่าการมีผู้รับสัมปทานหลายราย ทำให้ผู้บริหารสนามบินได้รับผลตอบแทนมากกว่าการให้สัมปทานเอกชนเพียงรายเดียว
ที่ผ่านมา ทอท.ให้เหตุผลว่าสาเหตุที่ต้องให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้รับสัมปทานทั้งดิวตี้ฟรีและพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพราะต้องการให้เกิดความสะดวกต่อการบริหารจัดการ แต่แนวทางนี้ถือว่าเป็นธรรมกับผู้ใช้บริการมากน้อยเพียงใด เพราะต้องจ่ายค่าสินค้าและบริการในอัตราเฉลี่ยที่สูงกว่าสนามบินอื่น เพราะผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นคู่สัญญากับเจ้าของสัมปทานระบุว่าต้นทุนค่าเช่าพื้นที่ในสนามบินสูงมาก จึงต้องกำหนดราคาสินค้าและบริการต่างๆในอัตราสูง เพื่อให้เกิดความคุ้มทุนของธุรกิจ
ในการประมูลสัมปทานรอบใหม่นี้ กลุ่มทุนไทยและต่างชาติหลายรายต่างประกาศตัวชัดเจนว่าต้องการชิงส่วนแบ่งเค้กก้อนนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มล็อตเต้จากเกาหลีใต้ ผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รวมทั้งยักษ์ค้าปลีกของไทยทั้งกลุ่มเซ็นทรัลและเดอะมอลล์ ล่าสุดคือสายการบินบางกอก แอร์เวย์ส ที่แสดงท่าทีว่าสนใจธุรกิจนี้เช่นกัน ต้องรอดูว่าการจากไปของเจ้าพ่อคิงเพาเวอร์ จะทำให้สัมปทานดิวตี้ฟรีและสัมปทานบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมิเปลี่ยนโฉมไปจากปัจจุบันมากน้อยเพียงใด และที่สำคัญคิงเพาเวอร์จะยังรักษา 2 สัมปทานนี้ได้ต่อไปหรือไม่ ภายใต้การแข่งขันที่ส่อเค้าว่าจะดุเดือดกว่าครั้งที่ผ่านมาอย่างแน่นอน