ธุรกิจหลักที่สร้างรายได้มายาวนานและทำให้วิชัย ศรีวัฒนประภาเป็นที่รู้จักในแวดวงนักการเมืองและนักธุรกิจของไทย คือ ร้านค้าปลอดอากร หรือดิวตี้ฟรี ซึ่งมีทั้งดิวตี้ฟรีในสนามบิน และดิวตี้ฟรีในเมือง ทำให้วิชัยถูกเรียกขานว่าเป็นเจ้าพ่อดิวตี้ฟรี ก่อนจะขึ้นชั้นเป็นนักธุรกิจระดับโลกหลังจากซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ หนึ่งในทีมพรีเมียร์ลีกของอังฤษ ถือเป็นมหาเศรษฐีไทยคนที่ 2 ที่ครอบครองสโมสรฟุตบอลอาชีพของอังกฤษต่อจากอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร
จุดเริ่มต้นของธุรกิจดิวตี้ฟรีในสนามบินของคิงเพาเวอร์เริ่มต้นในปี 2536 จากการเป็นผู้จำหน่ายสินค้าและของที่ระลึกในสนามบินดอนเมือง ซึ่งในขณะนั้นเป็นสนามบินหลักของประเทศและอยู่ในการกำกับดูแลของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ก่อนจะรุกคืบสู่ธุรกิจดิวตี้ฟรีในสนามบินปี 2540
ต่อมาทอท.ได้ก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเป็นสนามบินหลักแห่งใหม่ของประเทศแทนสนามบินดอนเมืองที่มีความแออัด และไม่สามารถขยายพื้นที่รองรับการให้บริการได้ โดยเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิในปี 2549 โดยคิงเพาเวอร์ได้สัมปทาน 2 สัญญาหลักในสุวรรณภูมิ คือสัมปทานร้านดิวตี้ฟรี และสัมปทานบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นสัมปทานที่สร้างความมั่งคั่งอย่างก้าวกระโดดให้กับเจ้าพ่อดิวตี้ฟรีมาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับธุรกิจที่อยู่ภายใต้อาณาจักรคิงเพาเวอร์ในปัจจุบันนอกเหนือจากดิวตี้ฟรี เช่นธุรกิจป้ายโฆษณาในอาคารผู้โดยสารสนามบินกรุงเทพฯและภูเก็ต ธุรกิจโรงแรม พูลแมน กรุงเทพ คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ ล่าสุดคือการซื้อโครงการมหานครในส่วนของโรงแรม จุดชมวิว และอาคารรีเทลมหานครคิวป์ ในวงเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท และเปลี่ยนชื่อเป็นคิงเพาเวอร์ มหานคร เพื่อต่อยอดธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม โดยวางแผนพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ และประเทศไทย
ต้องจับตาดูว่าทิศทางการดำเนินธุรกิจของคิงเพาเวอร์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อขาดหัวเรือใหญ่ในช่วงที่ 2 สัมปทานหลักในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคิงเพาเวอร์ใกล้จะครบกำหนดและอยู่ระหว่างขั้นตอนการเปิดประมูลรอบใหม่ซึ่งจะมีขึ้นในเร็วๆนี้