เนชั่นทีวี

ข่าว

ผลสำรวจทั่วโลกชี้ความน่าเชื่อถือต่อทรัมป์ น้อยกว่าปูติน และสี จิ้นผิง

03 ต.ค. 2561 | te

ผลสำรวจทั่วโลกชี้ความน่าเชื่อถือต่อทรัมป์ น้อยกว่าปูติน และสี จิ้นผิง

ผลสำรวจทั่วโลกชี้ความน่าเชื่อถือต่อทรัมป์ น้อยกว่าปูติน และสี จิ้นผิง โดย 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 26,112 คนจาก 25 ประเทศ ไม่มีความมั่นใจต่อบทบาทเป็นผู้นำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมีเพียง 27% ยังเชื่อมั่นในความสามารถของการรับมือกับปัญหาที่เป็นระดับสากลของผู้นำสหรัฐ

ขณะที่แองเกลา เมอร์เคิล ได้รับคะแนนความเชื่อมั่นถึง 52% ส่วนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อยู่ที่ 34% และประธานาธิบดีปูติน อยู่ที่ 30%

ส่วนบรรยากาศซื้อขายหุ้นในวอลล์สตรีทยังคงคึกคัก ดัชนีดาวโจนส์ปิดในวันอังคารที่ 26,773 พุ่งขึ้น 122.73 จุด ถือเป็นกาทำสถิติตสูงสุดเป็นประวัติการณ์


1. จากผลสำรวจของ Pew Research Center ชี้ 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 26,112 คนจาก 25 ประเทศ ในช่วง 20 พฤษภาคม-12 สิงหาคมนั้น ไม่มีความมั่นใจต่อบทบาทเป็นผู้นำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ขณะที่อีก 27% ระบุว่า ยังเชื่อมั่นในความสามารถของการรับมือกับปัญหาที่เป็นระดับสากลของผู้นำสหรัฐ แต่ยังเป็นระดับความเชื่อมั่นที่อยู่ต่ำกว่าผู้นำโลกคนอื่นๆ เช่น ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

โดยที่แองเกลา เมอร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ได้รับคะแนนความเชื่อมั่นถึง 52% ส่วนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อยู่ที่ 34% และประธานาธิบดีปูติน อยู่ที่ 30%



2 สำหรับ America' s G;obal Image นั้น ผู้ถูกสำรวจ 63% ยังคงเห็นว่า สหรัฐเป็นผู้นำโลก ถึงแม้ว่าคะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์จะลดหย่อนลง

นอกจากนี้ 39% ยังมองว่า ในความเป็นมหาอำนาจและผู้นำทางเศรษฐกิจคือสหรัฐจำนวน 39% ขณะที่มองว่าเป็นจีน 34%



3. ถ้อยแถลงของเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฐมีแนวโน้มที่สดใส และกำลังเข้าใกล้ยุคของอัตราการว่างงานที่ต่ำเป็นพิเศษในรอบ 50 ปี โดยที่เฟดจะยังคงเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อป้องกันเงินเฟ้อที่จะตามมา พร้อมๆ กับอัตราการว่างงานในระดับต่ำ

หลังจากที่ได้เริ่มวงจรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม 2015รวมถึงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.00-2.25% ซึ่งรวมแล้วเฟดได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 8 ครั้งแล้ว

ทั้งนี้ เฟดจะดำเนินการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนธันวาคม และปรับขึ้น 3 ครั้งในปีหน้า และอีก 1 ครั้งในปี 2020 ซึ่งอัตรากลางของดอกเบี้ยนโยบายจะยืนอยู่ที่ระดัย 3.40%



4. เจอโรม พาวเวล กล่าวย้ำว่า เฟดจะใช้นโยบายการเงินเพื่อควบคุมการเติบโตอย่างระมัดระวัง เพื่อให้มั่นใจว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะยังคงดำเนินต่อไปได้ เพราะหากการยกเลิกนโยบายผ่อนคลายที่เร็วเกินไป ก็จะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าทำช้าเกินไป ก็จะเกิดความเสี่ยงที่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น

โดยเฟดจะยังคงจับตาภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อสร้างความสมดุลต่อความเสี่ยงดังกล่าว นอกจากนี้ สถานการณ์ซึ่งอัตราว่างงานต่ำกว่า 4% คาดว่าจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปี ท่ามกลางเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำที่ 2.0% แม้ค่าจ้างจะปรับตัวขึ้นก็ตาม



5. บรรยากาศซื้อขายหุ้นในวอลล์สตรีทยังคงคึกคัก ดัชนีดาวโจนส์ปิดในวันอังคารที่ 26,773 พุ่งขึ้น 122.73 จุด หรือ 0.46% เป็นกาทำสถิติตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสนับสนุนโดยราคาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนค์

ส่วนดัชนี S&P 500 ทรงตัวปิดที่ 2,923 ลดลง 1.16 จุด หรือ 0.04% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,999 ลดลง 37.76 จุด หรือ 0.47% หลุดระดับ 8.000 อีกครั้ง เป็นการร่วงลงของกลุ่ม FAANG ทั้ง Facebook. Amazin, Apple. Netflix และ Google ปิดในแดนลบติดต่อกันเป็นวันที่ 2


โดยเฉพาะหุ้น Facebook ที่ร่วงลงเกือบ 2% เนื่องจากการตรวจพบปัญหาด้านความปลอดภัยที่เปิดช่องโหว่ให้แฮกเกอร์เข้าถึงข้อมูลของบัญชีผู้ใช้ Facebook จำนวน 50 ล้านบัญชี

ข่าวล่าสุด