ก่อนอื่นเรามาย้อนความเป็นมากันสักเล็กน้อย หลังจากบอร์ด ทอท. ไฟเขียวเลือกแบบก่อสร้างของ "กลุ่มดวงฤทธิ์" ก็มีดราม่าตามมา เป็นข่าวต่อเนื่องยาวนานหลายสัปดาห์ โดยประเด็นดราม่ามีอยู่ด้วยกัน 4 ประเด็น คือ
1.กลุ่มดวงฤทธิ์ ไม่ใช่กลุ่มที่ได้คะแนนเทคนิคสูงสุด จากกลุ่มบริษัทที่ร่วมเสนอแบบก่อสร้าง จำนวน 4 กลุ่มบริษัท แต่กลายเป็น "กลุ่ม เอสเอ" ที่ได้คะแนนเทคนิคสูงสุด ทว่าถูกปรับให้ตกรอบ เนื่องจากทำผิดทีโออาร์ บางคนเรียก "ถูกจับแพ้ฟาวล์" ล่าสุด "กลุ่ม เอสเอ" ได้ไปยื่นหนังสือถึงนายกฯลุงตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อให้ล้มการประกวดแบบที่บอร์ด ทอท.ประกาศไปแล้ว
2.แบบก่อสร้างที่กลุ่มดวงฤทธิ์เสนอ ถูกท้วงติงจากแวดวงสถาปนิกว่า คล้ายคลึงจนอาจเป็นการ "ลอกแบบ" มาจากสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น ซึ่งประเด็นนี้ทางคุณดวงฤทธิ์ บุนนาค เคยออกมาปฏิเสธแล้ว
3.แบบก่อสร้างภายใต้คอนเซปท์ "ป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์" ถูกท้วงติงจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ วสท. ว่ามีส่วนประกอบที่เป็น "ไม้" จำนวนมาก ซึ่งเป็นวัสดุติดไฟง่าย อาจไม่เหมาะกับการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารในสนามบินที่ต้องเน้นความปลอดภัยสูงสุด
และ 4.แบบก่อสร้างที่ใช้ "ไม้" จำนวนมาก ทำให้บางฝ่ายทักท้วงว่า น่าจะทำให้เพิ่มต้นทุนการก่อสร้างพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากต้องนำเข้าไม้จากต่างประเทศ และถูกมองว่าอาจไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแม้จะมีข้อท้วงติงถึง 4 ข้อ และมีการไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ ทอท.ระงับหรือทบทวนแผนก่อสร้าง "เทอร์มินัล 2" เพราะ คุณนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. แถลงเมื่อวานนี้ว่า จะให้อนุกรรมการกฎหมายตรวจสอบข้อท้วงติงต่างๆ โดยเฉพาะการยื่นฟ้องศาลปกครอง ซึ่งหากไม่มีปัญหาก็จะเดินหน้าเซ็นสัญญากับกลุ่มดวงฤทธิ์ คาดว่าไม่เกินเดือนธันวาคมนี้ จากนั้นจะใช้เวลาออกแบบในรายละเอียดอีก 10 เดือน และจะเริ่มก่อสร้าง "เทอร์มินัล 2" มูลค่า 4.2 หมื่นล้านบาทได้ตั้งแต่ปลายปี 62 เป็นต้นไป ส่วนประเด็นทักท้วงเรื่องการมีไม้เป็นส่วนประกอบจำนวนมาก อาจเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยนั้น คุณนิตินัย บอกว่า แบบก่อสร้างยังสามารถปรับเปลี่ยนวัสดุได้ เพราะแบบที่ประกวดกัน เป็นเพียงแนวคิด ยังไม่ใช่แบบจริงที่จะนำไปใช้ในการก่อสร้าง
ทั้งหมดนั้นคือข้อท้วงติงเกี่ยวกับ "แบบก่อสร้าง" แต่ล่าสุดเรื่องนี้บานปลายไปมากกว่านั้น เพราะมีการตั้งคำถามบางฝ่ายว่า การก่อสร้าง "เทอร์มินัล 2" ที่ประกวดแบบกันอยู่นี้ ตรงตามแผนแม่บทขยายสนามบินสุวรรณภูมิของ ทอท.จริงหรือไม่วันก่อน คุณสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ตั้งคำถามถึงแผนขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 ปีงบประมาณ 2554-2560 ที่ต้องมีการขยายอาคารผู้โดยสาร หลังที่ 1 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ออกไปทางด้านตะวันออกรวมอยู่ด้วย ซึ่งจำเป็นต้องรื้ออาคาร City Garden ที่บริษัท คิงเพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด หรือ "เคพีเอส" ได้รับอนุมัติจาก ทอท.ให้สร้างเป็นอาคาร 2 ชั้น และเปิดเป็นสำนักงานกับร้านอาหารอยู่ในปัจจุบัน ที่ผ่านมา "เคพีเอส" ก็ยินดีปรับรื้ออาคาร City Garden ออกไป หาก ทอท.ต้องการขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออก แต่สุดท้ายงานในส่วนนี้กลับถูกยกเลิกโดยไม่มีเหตุผลอธิบายล่าสุด คุณสามารถ ได้โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวอีกครั้งหนึ่ง โดยแฉหลักฐานว่า ทอท.ดำเนินการขัดแผนแม่บท หลักฐานี่ว่านี้ก็คือมติบอร์ด ทอท. ครั้งที่ 6/2561 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมปีนี้ วาระที่ 4.2.9 เห็นชอบในหลักการให้ ทอท.ดำเนินการโครงการก่อสร้างงานขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันตกแทนด้านทิศตะวันออก ตามที่ฝ่ายบริหาร ทอท.เสนอ
คุณสามารถ ชี้ว่า จากมติดังกล่าว แปลว่า ทอท.เปลี่ยนใจไม่ยอมขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออก แต่จะขยายด้านตะวันตกแทน ซึ่งไม่ทราบว่าจะขยายเมื่อไหร่ ทั้งๆ ที่ ทอท.ได้ออกแบบงานขยายอาคารด้านตะวันออกเสร็จเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะก่อสร้างหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งของคุณสามารถ ก็คือ รายงานผลการวิเคราะห์ขีดความสามารถของสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่ง ทอท.ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา EPM ดำเนินการตั้งแต่ปี 56 ปรากฏว่ารายงานการวิเคราะห์ เสนอให้ ทอท.ขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออกก่อนด้านตะวันตก ซึ่งจะทำให้อาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 มีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี แต่จู่ๆ ทอท.กลับเปลี่ยนใจ โดยเลือกที่จะขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันตกแทนการขยายด้านตะวันออก
นอกจากนั้น รายงานฉบับเดียวกันนี้ยังเสนอแนะให้ ทอท.ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ คือ ด้านถนนบางนา-ตราด เป็นอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ตามแผนแม่บทสนามบินสุวรรณภูมิที่ ทอท.ได้จัดทำไว้ หลังจากการขยายอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 ด้านตะวันออกแล้ว โดยกำหนดให้อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 มีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 40 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะทำให้สนามบินสุวรรณภูมิมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 100 ล้านคนต่อปี โดยรายงานฉบับนี้ไม่ได้เสนอแนะให้ ทอท.ดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอาคารหลังที่ 1 ตามที่กำลังดำเนินการอยู่ เพราะไม่ตรงกับแผนแม่บท และแบบก่อสร้างยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในเวลานี้คุณสามารถ ยังบอกว่า ได้ค้นพบหลักฐานว่า อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ตรงจุดที่มีแผนจะก่อสร้างล่าสุดนี้ / เกิดขึ้นจากการประชุมบอร์ด ทอท.ครั้งที่ 11/2557 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ปี 57 ซึ่งมีการพิจารณาตามมติคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ปีเดียวกัน โดยการดำเนินการเป็นไปอย่างรวบรัด เลือกตำแหน่งที่ตั้งใหม่ของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ได้ภายใน 1 เดือน / ไม่มีการจ้างบริษัทที่ปรึกษา / ทั้งๆ ที่ขัดกับแผนแม่บทเดิมที่ปรับแก้มาหลายครั้ง และทุกครั้งจะคงตำแหน่งของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ไว้ทางทิศใต้ของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 เหมือนเดิม
คุณสามารถ ตั้งคำถามว่า อะไรทำให้ ทอท.กล้าเปลี่ยนแผนแม่บทอย่างมีนัยสำคัญ และใครเป็นคนเสกอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ขึ้นมาบนตำแหน่งที่ตั้งใหม่ซึ่งผิดไปจากตำแหน่งในแผนแม่บท เป็นปริศนาที่ทุกคนต้องการคำตอบ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตรวจสอบเรื่องนี้
เมื่อวาน สภาสถาปนิก โดย พลเรือเอก ฐนิธ กิตติอำพน นายกสภาสถาปนิก ได้เปิดแถลงข่าวเรื่อง "สุวรรณภูมิอาคาร 2 ความจริงที่คนไทยต้องรู้" ปรากฏว่ามีการตั้งคำถามถึงการย้ายตำแหน่งที่ตั้งของอาคารเทอร์มินัล 2 สุวรรณภูมิ คล้ายๆ กับที่คุณสามารถ ราชพลสิทธิ์ ตั้งประเด็นเอาไว้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ ทอท.ทบทวนเรื่องนี้ เพราะหากยังยืนยันก่อสร้างในพื้นที่ที่กำหนดขึ้นใหม่ ก็มีความเสี่ยงที่ "เทอร์มินัล 2" จะรองรับผู้โดยสารได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ ทอท.กำหนดไว้ในแผนแม่บท
นี่คือปัญหาเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 หรือ "เทอร์มินัล 2" ของสนามบินสุวรรณภูมิที่ "ล่าความจริง" นำมาฝากกัน ซึ่งเป็นประเด็นบานปลายไปมาก จากเรื่องแบบก่อสร้างลอกไม่ลอก เหมาะสมหรือไม่ กลายเป็นแผนก่อสร้างขัดกับแผนแม่บทกันเลยทีเดียว เมื่อวานผู้บริหาร ทอท. ออกมาชี้แจงทำนองว่า ไม่ได้ทำผิดแผน แต่มีการทบทวนแผนเพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ และยังคงมีโครงการขยายอาคารผู้โดยสารทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกอยู่เหมือนเดิม ก็ต้องรอดูว่าเรื่องใหญ่ระดับมหากาพย์นี้จะจบลงอย่างไร