เนชั่นทีวี

ข่าว

จีนเตรียมการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้า 1,585 รายการ

27 ก.ย. 2561 | te

จีนเตรียมการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้า 1,585 รายการ

จีนเตรียมการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้า 1,585 รายการ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ หวังยกระดับภาคอุตสาหกรรมของจีน และลดต้นทุนของการผลิตกว่า 8,700 ล้านดอลลาร์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการภายในประเทศ

ขณะที่เฟดมีมติเอกฉันทน์ปรับขึ้นดอกเบี้นอีก 0.25% เป็น 2.0-2,25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ พร้อมส่งสัญญาณในเดือนธันวาคมนี้จะปรับชึ้นอีกครั้ง และจะปรับขึ้นอีก 4 ครั้งจนถึงปี 2020

นอกจากนี้ MSCI เตรียมการที่จะเพิ่มน้ำหนักบริษัทของจีนิก 4 เท่าตัวจากสัดส่วนเบื้องต้นที่ 5% เป็น 20% พร้อมเลือกหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ของจีน 230 แห่ง เข้ารวมอยู่ในดัชนีสำคัญด้วย 

1.   จีนเตรียมการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้า 1,585 รายการ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ หวังยกระดับภาคอุตสาหกรรมของจีน และลดต้นทุนของการผลิต เพื่อตอบสนองต่อความต้องการภายในประเทศ

ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีจีน ซึ่งมีหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เป็นประธาน เปิดเเผยว่า นโยบายใหม่ของจีนดังกล่าว จะเป็นส่วนเพิ่มเติมของการปรับลดภาษีที่จีนได้นำมาใช้ในปีนี้ และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในภาคบริษัทและผู้บริโภคราว 60,000 ล้านหยวน หรือ 8,700 ล้านดอลลาร์


2.   ทั้งนี้ อัตราภาษีนำเข้าของจีนจะลดลงอยู่ที่ 7.5% โดยเฉลี่ย เป็นการลดลงจากระดับ 9.8% ที่มีการจัดเก็บในปี 2017 โดยเฉพาะเป็นการเก็บจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและเตรื่องจักรกล ส่วนที่เป็นเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้าง จะมีการเรียกเก็บภาษีตำเข้าในอัตรา 8.8% ลดลงจากระดับ 12.2%

สำหรับสิ่งทอและวัสดุก่อสร้างจะมีอัตราภาษีเฉลี่ยลดลงที่ 8.4% จากระดับ 11.5% รอกจากนี้สินค้าวัตถุดิบที่เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสินค้าขั้นปฐมภูมิ จะมีการปรับลดภาษีลงเหลือ 5.4% จากระดับ 6.6%



3.    ขณะที่ MSCI เตรียมการที่จะเพิ่มน้ำหนักบริษัทของจีนิก 4 เท่าตัวจากสัดส่วนเบื้องต้นที่ 5% เป็น 20% พร้อมเลือกหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ของจีนจำนวน 230 แห่ง เข้ารวมอยู่ในดัชนีสำคัญด้วย ซึ่งจะเริ่มดำเนินการแผนงานใหม่จะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ เริ่มในเดือนพฤษภาคม และเดือนสิงหาคมในปี 2019  

นอกจากนี้ MSCI ยังมีแผนที่จะนำหุ้นขนาดกลางใน ChiNext ซึ่งเป็นหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเข้ารวมอยู่ในข่ายบริษัทที่จะได้รับการพิจารณาทบทวนดัชนีทุกครึ่งปีครั้งต่อไปในปีหน้า โดยสัดส่วนของน้ำหนักการลงทุนของหุ้นดังกล่าวจะอยู่ที่ 20%



4.   ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด มีมติเอกฉันทน์ปรับขึ้นดอกเบี้นอีก 0.25% เป็น 2.0-2,25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ พร้อมส่งสัญญาณในเดือนธันวาคมนี้จะปรับชึ้นอีกครั้ง

หลังจากการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด เป็นเวลา 2 วันในวันที่ 25-26 กันยายน ได้มีการปรับดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ และนับเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 8 นับจากที่เฟดเริ่มดำเนินนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติ หรือ Normalisation เมื่อเดือนธันวาคม 2015 

เฟดยังได้ส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ครั้งในปีนี้ ส่วนในปี 2019 เฟดยังคงส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง และปรับขึ้นอีก 1 ครั้งในปี 2020 

โดยที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นมีแนวโน้มที่จะอยู่เหนืออัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางในระยะยาวต่อเนื่องไปอีก 2 ปี ส่งผลให้เฟดมีความจำเป็นที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปต่อไป

5.   ในแถลงการณ์ของเฟดได้ตัดข้อความที่ว่า "จุดยืนด้านนโยบายการเงินของเฟดยังคงมีความผ่อนคลาย" ซึ่งเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ย้ำว่าการที่เฟดตัดข้อความดังกล่าว ไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เฟดคาดการณ์ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ของสหรัฐ จะยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีจากนี้ไป โดยในปีนี้จีดีพีจะขยายตัวสู่ระดับ 3.1% จากเดิมที่ 2.8% ปี 2019 จะอยู่ที่ระดับ 2.5% จากเดิมที่ 2.4% ในปี 2020 ยังคงอยู่ที่ระดับ 2% ส่วนในปี 2021 จะอยู่ที่ 1.8% ซึ่งจะเป็นอัตราการขยายตัวในระยะยาว

โดยการขยายตัวของเศรษฐกิจดังกล่าว จะเป็นไปตามทิศทางของเงินเฟ้อที่อยู้ในกรอบเป้าหมายที่ 2% ขณัที่อัตราการว่างงานจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ

เฟดได้วางกรอบของดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นในช่วงปี 2018-2021 อยู่ใน range ต่างๆ คือ
ปี 2018 มีค่ากลางของดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.375% และมี range ระหว่าง 2.125-2.375% 
ปี 2019 มีค่ากลางดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.125% และมี range ระหว่าง 2.125-3.625%; 
ปี 2020 มีค่ากลางดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.375% และมี range ระหว่าง  2.125-3.875% 
2021 มีค่ากลางดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.375% และมี range ระหว่าง  2.125- 4.125%

ข่าวล่าสุด