เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราพาไปขยายความเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง หลังจากที่ กกต.ประกาศออกมาว่า แต่ละจังหวัดแบ่งเขตเลือกตั้งได้กี่เขต และจะมี ส.ส.ได้กี่คน ซึ่งเราได้เจาะลึกให้เห็นชัดๆ ไปแล้วว่า การแบ่งเขตตามจำนวนประชากรมีเงื่อนไขอะไรบ้าง และแน่นอนว่าการแบ่งเขตใหม่ ด้วยการจัดสรรพื้นที่ใหม่ จะส่งผลต่อคะแนนเสียงของผู้ลงสมัคร ส.ส. โดยเฉพาะเจ้าของฐานเสียงเดิมอย่างไร บางกรณีอาจทำให้อดีต ส.ส.น้ำตาตกได้เลยทีเดียว
วันนี้เราจะพาคุณผู้ชมมาขยายความกันต่อ เกี่ยวกับความยากลำบากของบรรดาพรรคการเมืองที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เพราะนับตั้งแต่ คสช.ออกคำสั่ง ม.44 เพื่อคลายล็อคทางการเมือง สังเกตหรือไม่ว่าบรรดานักการเมืองดูจะไม่ค่อยแฮปปี้สักเท่าไหร่ น่าคิดว่าเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น
คำตอบก็เป็นเพราะว่า สิ่งที่บรรดานักการเมืองและพรรคการเมืองต้องดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามกรอบกฎหมาย มีเยอะมากจริงๆ เพราะต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญก็ฉบับใหม่ กฎหมายลูก 4 ฉบับสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งก็เป็นฉบับใหม่ทั้งหมด นี่ยังไม่รวมถึงประกาศ คำสั่ง คสช. และ ม.44 ที่แม้แต่คนเขียนยังงงเองเลยด้วยซ้ำ
เรามาลงลึกกันในรายละเอียดของสิ่งที่บรรดาพรรคการเมืองต้องดำเนินการตามกฎหมาย นอกเหนือจากการคัดสรรบุคคลเข้ามาประจำตำแหน่งสำคัญๆ ภายในพรรค ทั้งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ยังมีเรื่องที่สำคัญที่ต้องทำ ซึ่งหากผิดพลาด อาจทำให้พรรคถึงจุดจบได้ เหมือนเป็นกับระเบิดที่รอพรรคการเมืองอยู่
เริ่มที่การหาทุนประเดิมพรรค การหาทุนประเดิมจะมาจากเงินที่รับสมัครสมาชิก และเงินบริจาค เงินทั้ง 2 ส่วนนี้ เมื่อรวมกันแล้วต้องชี้แจงได้ถึงที่มาที่ไปเมื่อมีการตรวจสอบ ที่สำคัญคือ สมาชิกพรรคต้องลงเงินด้วยตัวเองจริงๆ ต้องไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ ให้เงินมาเป็นก้อน คราวละมากๆ หรือจ่ายแทนสมาชิกคนอื่น ส่วนเงินบริจาคก็ต้องเป็นไปตามระเบียบ มีเพดานชัดเจน พูดง่ายๆ ว่าเส้นทางการเงินของแต่ละพรรคต้องโปร่งใสเท่านั้น
เงินส่วนนี้มีความสำคัญ เพราะส่วนหนึ่งจะถูกนำมาใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และทำกิจกรรมของพรรคการเมือง ซึ่งการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง กกต.จะเป็นผู้กำหนดว่า ผู้สมัคร 1 คน จะสามารถใช้เงินในการหาเสียงได้กี่บาท พรรคส่งผู้สมัครกี่เขต ก็นำมาบวกรวมกัน ก็จะเป็นยอดเงินที่พรรคนั้นๆ สามารถใช้จ่ายได้ในการหาเสียง เมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว แต่ละพรรคก็ต้องมา declare ว่าใช้เงินไปเท่าไหร่ ถ้าเงินที่ใช้ไป สูงเกินกว่ารายได้หรือทุนที่พรรคมี ก็เชื่อได้ว่ามีพฤติการณ์ส่อทุจริต
นอกจากเรื่องเงินแล้ว บรรดาพรรคการเมืองก็ต้องระวังเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการหาสมาชิกพรรค เช่น ถ้ามีการร้องเรียนว่าพรรคการเมืองนำบัตรประชาชนของใครก็ตามมาสวมเป็นสมาชิกพรรค โดยที่บุคคลนั้นยังไม่ยินยอม ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าไปสมัครกันตอนไหน แบบนี้ก็อาจถูกร้องเรียน จนพรรคถูกลงโทษได้ หากทำหลายๆ คน หรือกระทำผิดอย่างอื่นประกอบไปด้วย ก็อาจเป็นเงื่อนไขโดนยุบพรรค
ยังไม่จบในประเด็นถูกร้องเรียน เพราะมีอีกหนึ่งฐานความผิดที่เริ่มมีการพูดถึงกันแล้ว คือการที่พรรคการเมืองปล่อยให้บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง มาครอบงำ ควบคุม กำกับกิจการของพรรคการเมือง ในกฎหมายใช้คำกว้างๆ ว่า "ทำให้พรรคการเมืองไม่มีอิสระในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง" ซึ่งประเด็นนี้ก็น่ากลัว เพราะคำที่ใช้ในกฎหมายเปิดให้ตีความได้อย่างกว้างขวาง บางคนคิดโยงไปถึง "คนแดนไกล" ที่กลับประเทศไทยไม่ได้ จู่ๆ ก็มีคลิปออกมาประกาศว่าพรรคจะชนะเลือกตั้งแบบ "แลนด์สไลด์" จะส่งใครลงสมัครบ้าง แบบนี้ก็คาดกันว่าเสี่ยงถูกยื่นยุบพรรคได้เหมือนกัน
นอกจากนั้นยังมีถ้อยคำประเภท ต้องดำเนินกิจการพรรคการเมืองโดยไม่ขัดกับศีลธรรมอันดี ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ หรือส่อไปในทางล้มล้างระบอบการปกครอง เหล่านี้เป็นต้น
ชัดเจนว่ามีหลายกรณีที่อาจทำให้พรรคการเมืองเดี้ยงไปได้ง่ายๆ ทั้งเรื่องเงิน คือทุนประเดิม ทุนหาเสียง การหาสมาชิก ข้อร้องเรียนต่างๆ ทั้งหมดนี้ถ้าทำผิด มีสิทธิ์โดนเชือดทีเดียวล้มทั้งยืน พรรคใหม่ก็จะจัดตั้งไม่ได้ ส่วนพรรคเก่าก็จะสิ้นสภาพ ให้คุณผู้ชมได้ฟังชัดๆ จากนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้
ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่า กับระเบิดทั้งหมดที่เราเล่าให้ฟัง จะเกิดขึ้นมากหรือน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ มีความเป็นไปได้ว่าบรรยากาศการเมืองนับจากนี้ อาจไม่ได้ราบเรียบอย่างที่เราต้องการ และบรรยากาศการเลือกตั้งคงไม่ได้มีแค่การเสนอนโยบายให้ประชาชนตัดสินใจ แต่จะมีการชิงความได้เปรียบด้วยการเล่นงานกันทางกฎหมายจนฝุ่นตลบไปหมดแน่นอน