เริ่มจาก "ที่มา" ของงบอุดหนุนคนพิการ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ กระทรวง พม. / กรมการจัดการหางาน กระทรวงแรงงาน / นายจ้าง ผู้ประกอบการ / และสมาคมหรือมูลนิธิเพื่อคนพิการต่างๆ เฉพาะในส่วนกลางมีราวๆ 50 องค์กร ไม่รวมต่างจังหวัด
งบที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ เป็นงบเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ "คนพิการที่ทำงานได้" ซึ่งมีราวๆ 65,000 คนทั่วประเทศ จากคนพิการทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนไว้ราวๆ 1 ล้าน 9 แสนคนเส้นทางงบที่จะถูกส่งถึงมือคนพิการ เป็นไปตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พุทธศักราช 2550 แบ่งออกเป็น 3 ช่องทางด้วยกันช่องทางแรก ตามกฎหมายมาตรา 33 ให้สถานประกอบการจ้างงานคนพิการ ในอัตรา 1 คนต่อการจ้างพนักงานทั่วไป 100 คน / การจ้างงานคนพิการในส่วนนี้ มีตัวเลขประมาณการอยู่ที่ 25,000 คน แต่เครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการติดตามตรวจสอบพบว่า มีการจ้างจริงแค่ 20,000 คนเท่านั้น ส่วนอีก 5,000 คนนอนอยู่บ้าน ไม่ได้จ้างจริง แต่มีสมาคมหรือมูลนิธิฉ้อฉลบางแห่ง จับมือกับสถานประกอบการ นำชื่อคนพิการมาสวมสิทธิ์ อ้างว่าทำงาน แต่จริงๆ ไม่ได้ทำ แล้วก็จ่ายเงินต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตามแต่จะตกลงกัน
โดยอัตราค่าจ้างที่คนพิการต้องได้รับ ขึ้นกับความรู้ความสามารถ แต่ต่ำสุดจะเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ คือ วันละ 300 บาท เดือนละ 9,150 บาท หรือปีละ 109,500 บาท
หากคิดตามอัตรานี้ พวกที่นอนอยู่บ้าน แต่ถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ์ 5,000 คน คิดตัวเลขกลมๆ รายได้คนละ 100,000 บาทต่อปี ก็เท่ากับมีเงินหายไปจากระบบ 500 ล้านบาทต่อปี / คำถามคือเงินก้อนนี้เข้ากระเป๋าใคร / แน่นอนว่าส่วนหนึ่งย่อมไหลเข้ากระเป๋าสมาคมหรือมูลนิธิคนพิการที่ทำตัวเป็น "นายหน้าหักหัวคิว" โดยที่คนพิการอาจมีเงินถึงมือเพียงเดือนละ 500 ถึง 3,000 บาทเท่านั้น
ช่องทางที่ 2 เป็นไปตามกฎหมายมาตรา 35 หากสถานประกอบการหรือนายจ้างไม่เลือกบรรจุคนพิการเข้าทำงานตามอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด ก็สามารถเลือกช่วยเหลือแบบอื่นได้ เช่น จ้างเหมาช่วงงาน ประเภทแจกใบปลิว เป็นล่ามภาษามือ หรือจัดสถานที่ให้ขายของ วิธีการก็จะติดต่อผ่านสมาคมหรือมูลนิธิคนพิการ เพื่อหาคนพิการมาทำงาน ยอดคนพิการในส่วนนี้มีประมาณ 25,000 คน ได้รับการจ้างงานจริง 15,000 คน ส่วนอีก 10,000 คนไม่ถูกจ้างเหมือนกับแบบแรก ถ้าคิดค่าจ้างในอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ตัวเลขส่อทุจริตจะสูงถึง 1,000 ล้านบาทต่อปี จากคนพิการที่อาจถูกสวมสิทธิ์ ไม่ได้ทำงานจริงราวๆ 10,000 คน นี่ยังไม่รวมการจ้างงานจริง แต่จ่ายในอัตราต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ หรือไม่ยอมจ้างงานทุกวัน อาจจะจ้างแค่สัปดาห์ละ 1 วัน แต่ทำหลักฐานเท็จว่าจ้างทุกวัน อย่างนี้เป็นต้น
ช่องทางที่ 3 เป็นไปตามกฎหมายมาตรา 34 คือถ้าสถานประกอบการไม่จ้างคนพิการเข้าทำงานตามช่องทางแรก หรือไม่จ้างเหมาช่วงงานตามช่องทางที่ 2 ก็ยังสามารถเลือกจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการได้อีกทางหนึ่ง โดยต้องจ่ายสมทบเท่ากับจำนวนคนพิการที่ตนเองต้องจ้างงานจริง ยอดคนพิการในกลุ่มนี้ อยู่ที่ราวๆ 15,000 คน ทำให้มีเงินไหลเข้ากองทุนปีละ 1,500 ล้านบาท ปัจจุบันกองทุนมีเงินมากกว่า 10,000 ล้านบาท เครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการมีข้อมูลว่า หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบมีโครงการฝึกอาชีพ หรือฝึกอบรมให้กับคนพิการ แต่มีพฤติการณ์เบิกจ่ายเกินจริง แจ้งยอดคนพิการที่เข้าร่วมโครงการสูงกว่ายอดจริง หรือไม่ก็หักหัวคิวคนพิการกันดื้อๆ เหมือนหักเงินสงเคราะห์คนจน
การทุจริตช่องทางที่ 3 นี้ ยังสรุปตัวเลขไม่ได้ว่าสูงเท่าไหร่ แต่เฉพาะ 2 ช่องทางแรกรวมกัน ก็มีเงินตกหายไปเข้ากระเป๋าใครก็ไม่รู้ ปีละราวๆ 1,500 ล้านบาทแล้ว
นี่คือ 3 ช่องทางของเงินงบประมาณที่ควรจะถูกส่งถึงมือคนพิการ แต่กลับตกหายระหว่างทาง ไปเข้ากระเป๋านายหน้าบ้าง ฮั้วกับสถานประกอบการบ้าง หรือหักหัวคิวกันดื้อๆ บ้าง ในวันพรุ่งนี้ แกนนำเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ จะนำหลักฐานการทุจริตบางส่วนที่เกี่ยวโยงกับข้าราชการบางหน่วยงาน เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่กองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งล่าความจริงจะเกาะติดมารายงานให้คุณผู้ชมทราบอย่างต่อเนื่องเช่นเคย