เนชั่นทีวี

ข่าว

(คลิปข่าว) ผ่าปม "อธิการเกษียณ" วัดใจ สกอ.หรือต้องรอสปิริต?

17 ก.ย. 2561 | jirasin_yin

(คลิปข่าว) ผ่าปม "อธิการเกษียณ" วัดใจ สกอ.หรือต้องรอสปิริต?

(ชมคลิปเต็มด้านล่าง) การประชุมร่วมกันระหว่าง สกอ. หรือ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กับนายกและอุปนายกสภามหาวิทยาลัยของรัฐ 58 แห่งทั่วประเทศ เพื่อหาทางออกเรื่อง "อธิการเกษียณ" ซึ่งหมายถึงการแต่งตั้งบุคคลที่อายุเกิน 60 ปี หรือเกษียณอายุราชการแล้วมาดำรงตำแหน่งอธิการบดี เป็นภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นว่าปัญหานี้สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงอุดมศึกษาอย่างหนักหน่วงรุนแรงจริงๆ

เพราะไม่เพียง "อธิการเกษียณ" จำนวน 22 คนจาก 22 สถาบันที่นั่งเก้าอี้อยู่ในปัจจุบันเท่านั้นที่กำลังเป็นปัญหาว่าจะต้องถูกถอดถอน ถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน หรือจะเลือกปิดตาข้างเดียวให้ครองตำแหน่งต่อไป ทว่ายังมีมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกระบวนการแต่งตั้งอธิการบดีคนใหม่ ซึ่งได้เสนอชื่อมายัง สกอ.แล้ว และรอนำชื่อขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง อีกถึง 10 มหาวิทยาลัย ในจำนวนนี้มี "ว่าที่อธิการบดี" ที่อายุเกิน 60 ปี อีก 3 คน จาก 3 สถาบัน

นี่คือความซับซ้อน ลักลั่น ที่ต้องแก้ปัญหาอย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อมิให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทส่วนผลสะเทือนที่เกิดขึ้นแล้วจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด กรณีมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ได้ก่อผลกระทบเป็นลูกโซ่มากที่สุดในกลุ่มหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งมีทั้งสิ้น 47 แห่งทั่วประเทศโดยมหาวิทยาลัยในกลุ่มราชภัฏ 38 แห่ง มี "อธิการเกษียณ" นั่งดำรงตำแหน่งอยู่ถึง 18 แห่ง ไม่นับอีก 2 แห่งที่โดน ม.44 คือมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ส่วนมหาวิทยาลัยในกลุ่มเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง มี "อธิการเกษียณ" ทำหน้าที่อยู่ถึง 4 แห่ง ส่วนอีก 5 แห่ง แม้อธิการบดีจะมีอายุไม่เกิน 60 ปี แต่ตำแหน่งบริหารอื่นๆ เช่น รองอธิการบดี หรือคณบดี ก็มีอายุเกิน 60 ปีอีกหลายคน ซึ่งตำแหน่งบริหารในสถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้ โดยนัยแห่งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ผู้ที่อายุเกิน 60 ปี ก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้เช่นกันประเด็นนี้ทำให้เกิดความเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่าย 2 ขั้วอย่างชัดเจนในแวดวงอุดมศึกษา ซึ่งสาเหตุต้องยอมรับว่ากฎหมายเขียนเอาไว้ไม่ชัดเจนจริงๆ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พุทธศักราช 2547 ที่ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเรื่องอายุของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีเอาไว้ จึงกลายเป็นเหตุผลให้ฝ่ายสนับสนุน "อธิการเกษียณ" นำมาอ้างได้ว่า เมื่อกฎหมายไม่ได้เขียนห้าม ก็ไม่ควรจำกัดสิทธิ์ที่สำคัญ คนที่มีวัยวุฒิสูง โดยมากมักมี "บารมี" เหมาะกับการบริหารสถาบันอุดมศึกษาที่ต้องควบคุมดูแลบุคลากรที่มีความรู้สูง / ไม่อาจสั่งซ้ายหันขวาหันได้เหมือนในหน่วยทหารหรือหน่วยราชการทั่วไป นอกจากนั้นคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังเป็นคนเก่ง และมีคอนเนคชั่นดี จึงเหมาะกับงานการศึกษาที่ไม่ใช่ทำแค่งาน "รูทีน" แต่ต้องทำงานร่วมกับประชาคมต่างๆ นอกมหาวิทยาลัย ต้องรู้จักพบปะกับผู้คนจำนวนมาก ทั้งในและต่างประเทศ

ฝ่ายสนับสนุน "อธิการเกษียณ" มองว่า คุณสมบัติ "ดี-เด่น-ดัง" เช่นนี้ หาได้ยากในกลุ่มนักบริหารรุ่นใหม่ หรืออาจารย์ที่ยังอายุน้อยๆหันมาดู "ฝ่ายไม่ต้องการอธิการเกษียณ" กันบ้าง ฝ่ายนี้มองว่าการดำรงตำแหน่งอธิการบดีของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เกษียณอายุแล้ว โดยมากมักเป็นการ "สืบทอดอำนาจ" และเอื้อประโยชน์กันมากกว่าที่จะเลือกคน "ดี-เด่น-ดัง" มาทำหน้าที่จริงๆอย่างเส้นทางการดำรงตำแหน่งของ "อธิการเกษียณ" รายหนึ่ง เมื่อตรวจสอบย้อนหลังพบว่า เป็นอธิการบดีมาตั้งแต่ปี 38 นับถึงปัจจุบันคือ 23 ปี ครบวาระมาแล้ว 5 ครั้ง ปัจจุบันคือวาระที่ 6 และย้ายมาแล้ว 4 มหาวิทยาลัย ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการย้ายไปรับตำแหน่งที่สถาบันอื่น เพื่อเลี่ยงกฎหมายที่ห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเดียวกันต่อเนื่องเกิน 2 วาระขณะที่ "อธิการเกษียณ" อีกคนหนึ่ง ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมาแล้ว 19 ปี ครบวาระไปแล้ว 4 ครั้ง ปัจจุบันอยู่ในวาระที่ 5 ย้ายสลับไปมาระหว่าง 2 มหาวิทยาลัย นัยว่าเพื่อหลีกเลี่ยงกฎเหล็กห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระเช่นกันในมุมมองของ "ฝ่ายไม่ต้องการอธิการเกษียณ" ซึ่งนำโดยแกนนำที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย หรือ ทปสท. เห็นว่า ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้สืบทอดอำนาจ และเล่นพรรคเล่นพวก เพราะแทบไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งไหนเลยที่เชื้อเชิญ "คนนอก" หรือ "นักบริหารมืออาชีพ" มาทำหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/2560 ซึ่งเปิดช่องเอาไว้ มีแต่อดีตอธิการเกษียณแล้วล้วนๆ เหตุนี้เองทำให้เกิดการผูกขาด และแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันในรูปแบบของ "สภาเกาหลัง" ทำให้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างผู้บริหารกับสภามหาวิทยาลัยล้มเหลว
ขณะที่ "ฝั่งกองหนุนอธิการเกษียณ" เห็นว่า การไม่เปิดกว้างให้คนที่อายุเกิน 60 ปีดำรงตำแหน่งอธิการบดีต่างหาก ที่ทำให้เกิดการสืบทอดอำนาจ และ "ปิดช่อง" ทำให้ไม่มีตัวเลือกที่ดีพอมาทำหน้าที่บริหารมหาวิทยาลัยกลายเป็นเหตุผล 2 ฝ่าย 2 ด้านที่ยังหาทางออกตรงกลางไม่เจอ ที่สำคัญการจะบีบให้สภามหาวิทยาลัยถอดถอน "อธิการเกษียณ" ก็ดูจะเป็นไปไม่ได้ เพราะการพ้นจากตำแหน่งอธิการ กฎหมายเขียนเงื่อนไขเอาไว้ชัดเจนรวม 7 ประการ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีเงื่อนไขเรื่องอายุเกิน 60 ปีงานนี้จึงต้องใช้เพียงสปิริตอย่างเดียวเท่านั้น!

ข่าวล่าสุด