หากคิดแบบผิวเผิน ในมุมมองผู้ใช้รถใช้ถนน นี่คงเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ และไม่น่าจะเสียหายอะไร ถ้าจะลองซื้อมาใช้สักขวด เพราะมันช่วยหลบเลี่ยงการแอบถ่ายจากกล้องจราจรที่หลายคนไม่พึงประสงค์ แต่หากคิดให้ลึก ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้อาจเป็นภัยต่อสังคม และกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำไปใช้ก่ออาชญากรรม ปล้นธนาคาร ร้านทอง ขนยาเสพติด กระทั่งหลบเลี่ยงการถูกจับดำเนินคดี โดยเฉพาะคดีชนแล้วหนี ที่มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย
อย่างคดีที่เพิ่งเกิดขึ้นกับชายวัย 35 ปี เหยื่อชนแล้วหนี ที่ประสบอุบัติเหตุขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนรถเก๋ง จนได้รับบาดเจ็บอยู่กลางถนน แต่จู่ๆ กลับมีรถเก๋งสีบรอนซ์ ขับมาด้วยความเร็ว แล้วลากร่างของเขาไปตามถนน เป็นระยะทางกว่า 800 เมตร ก่อนจะขับหลบหนีไป
สุดท้ายกล้องวงจรปิดคือ พระเอกในคดีนี้ เพราะสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ และทะเบียนรถของผู้ก่อเหตุไว้ได้อย่างชัดเจน จนเจ้าตัวทนแรงกดดันไม่ไหว ตัดสินใจเข้ามอบตัวกับตำรวจ แต่เราไม่ได้เหมารวมว่า ผู้ใช้สเปรย์ล่องหนทุกคน จะนำมันไปใช้ก่ออาชญากรรมทั้งหมด เพราะบางคนอาจต้องการแค่หลบเลี่ยงกล้องจราจรเท่านั้น แต่ใครจะรับประกันความปลอดภัยของทุกชีวิตบนท้องถนนได้
ทีมข่าวสอบถามเรื่องนี้ ไปยังกรมการขนส่งทางบก เพื่อคลายความสงสัยว่า การใช้สเปรย์พ่นทะเบียนรถ ผิดกฎหมายขนส่งหรือไม่ และได้รับการยืนยันว่า "ไม่เข้าข่ายความผิดฐานใช้แผ่นป้ายทะเบียนไม่ถูกต้อง ตกแต่ง ดัดแปลง หรือปิดบังป้ายทะเบียน ตามพรบ.รถยนต์ ปี 2522 รวมถึงไม่ผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ฐานปลอมแปลง หรือใช้เอกสารราชการปลอม เนื่องจากเมื่อฉีดพ่นสเปรย์ไปแล้ว ยังสามารถมองเห็นหมวดตัวอักษร หรือตัวเลขด้วยตาเปล่า เว้นแต่สเปรย์ชนิดนั้นจะทำให้ป้ายทะเบียนเปลี่ยนสภาพไป"
เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.เอกราช ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ที่เพิ่งทราบข่าวว่า มีสเปรย์ชนิดนี้ขายอยู่ และสนใจขนาดจะให้ลูกน้องสั่งซื้อมาทดลองใช้ว่า มันได้ผลจริงหรือไม่? แต่ช่องว่างของเรื่องนี้คือ กฎหมายยังไม่สามารถเอาผิด ผู้ใช้ ผู้ขาย และผู้นำเข้าสเปรย์พ่นทะเบียนได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก่อให้เกิดการกระทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตัดต้นทางการนำเข้า โดยประสานไปยังบริษัทผู้จัดจำหน่าย และแจ้งกรมศุลกากรให้ออกคำสั่งห้ามนำเข้า
"โทษของผู้ใช้และผู้ขาย ตอนนี้ถือว่ายังไม่มีความผิด สำหรับผู้ใช้กฎหมายจะมี 2 ฉบับคือ พ.ร.บ.รถยนต์ มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่ถ้าเป็นรถขนส่งป้ายเหลือง จะผิดตามพ.ร.บ.ขนส่ง มีความผิดจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนผู้สนับสนุน หรือผู้ขาย จะมีความผิดฐานเป็นผู้ให้ความสนับสนุน จะได้รับโทษ 2 ใน 3 ซึ่งวิธีการจะตามจับได้จากผู้ใช้ได้ว่า ซื้อมาจากที่ไหน แต่วิธีที่ดีกว่าการไปไล่จับคือ การห้ามเลือดตั้งแต่ต้น ห้ามนำเข้า และแจ้งบริษัทที่ขายในอินเตอร์เน็ตว่า ห้ามนำมาขาย หลังจากนี้เราจะออกประกาศห้าม"
กลับมาที่เรื่องการทดสอบสเปรย์ ซึ่งไฮไลท์อยู่ตรงนี้ หลังจากที่รอคอยมา 2 วัน ในที่สุดก็ได้รับพัสดุบรรจุสเปรย์กระป๋องสีแดงยี่ห้อหนึ่ง ทีมข่าวไม่ลังเลรีบแกะกล่อง แล้วทำการพ่นสเปรย์ลงบนแผ่นป้ายทะเบียนซ้ำหลายๆรอบ จากนั้นรอให้แห้ง ตามวิธีใช้ข้างกระป๋อง
การทดลองแผนแรกคือ ใช้กล้องไอโฟนถ่ายป้ายทะเบียนที่ผ่านการพ่นสเปรย์แล้ว โดยเปิดแฟลช ส่องสปอตไลท์เข้าไปด้วย เพื่อความสมจริง แต่ผลที่ได้คือ ชัดแจ๋ว ทั้งตัวเลขและตัวอักษร หันไปทำหน้างงกับทีมงาน ทำไมมันไม่เป็นแบบที่โฆษณา จึงโทรศัพท์กลับไปสอบถามคนขายได้คำตอบว่า นอกจากเรื่องแสงแฟลช ยังต้องมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะเรื่องความเร็ว
อ้าว...ทำยังไงต่อดีล่ะ จะไปหากล้องตรวจจับความเร็วของตำรวจ รุ่นที่มีแฟลชได้ที่ไหน? นึกขึ้นมาได้ว่า เพิ่งไปสัมภาษณ์รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง และท่านกำลังอยากทดสอบเจ้าสเปรย์นี้อยู่พอดี จึงได้รับอนุญาตให้ทดลองขับรถข่าวที่พ่นสเปรย์ วิ่งผ่านกล้องตรวจจับความเร็วบนถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกได้ แต่ขอไม่บอกนะคะว่า กล้องอยู่ตรงไหนผลปรากฎว่า... ยังไม่บอกดีกว่า รอติดตามทั้งหมดในรายการชั่วโมงสืบสวน วันอาทิตย์ที่ 16 ก.ย.นี้ เวลา 22.30-23.00 น. ทางช่องเนชั่นทีวี 22 นะคะ