นางวิจิตรา กล่าวอีกว่า เมื่อผู้อำนวยการไม่อนุมัติเงินจ่ายค่างจ้างทำงาน และตนเองต้องติดหนี้จำนวนมาก จึงได้มาร้องทุกข์กับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดตั้งแต่เริ่มมีปัญหาเมื่อ 3 ปีก่อน แต่เรื่องยังไม่คืบหน้า จึงได้มาติดตามเรื่องอีกเพื่อขอความเป็นธรรมและขอพึ่งบารมีผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัด ได้เมตตาหาทางช่วยเหลือ และสั่งการให้อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนกมลาไสย คนดังกล่าวออกมารับผิดชอบ และอนุมัติเงินค่าจ้างให้ด้วย เพราะขณะนี้ตนกับลูกน้องคนงานเดือดร้อนมาก
นางวิจิตรา ระบุอีกว่า นอกจากตนจะไม่ได้รับเงินค่าจ้างจำนวน 5 ล้านบาทแล้ว ยังมีผู้รับเหมาอีกหลายราย ที่เข้ามาทำงานในช่วงที่ผู้อำนวยการคนนี้ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงปี 2558-2559 ที่ไม่ได้รับเงินค่าจ้างเหมือนกัน เช่น ตกแต่งภายใน เครื่องใช้สำนักงาน อุปกรณ์การเรียนการสอน และเครื่องปรับอากาศ จากการสอบถามทราบว่ามียอดเงินค้างจ่ายสูงถึง 17 ล้านบาททีเดียว
ด้านนายไชยา เครือหงส์ หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า หลังทราบข้อร้องเรียน ได้ให้คำปรึกษาแก่ชาวบ้านที่มาร้องทุกข์ ให้ทำหนังสือร้องเรียนไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 และสำนักงานศึกษาธิการ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นส่วนราชการที่เป็นผู้บังคับบัญชาของฝ่ายผู้ถูกร้อง พร้อมทั้งแนะนำให้ไปหารือในเรื่องข้อกฎหมาย กับสำนักงานยุติธรรม จ.กาฬสินธุ์ ทั้งนี้ จากการพิจารณาข้อร้องเรียนและบุคคลผู้ถูกร้องแล้ว เข้าเกณฑ์ในส่วนของคดีแพ่ง และหากมีความจำเป็นต้องจ้างทนายความ ก็สามารถร้องขอทนายอาสา เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังนายสุรปรีชา ลาภบุญเรือง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุกูลนารี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนกมลาไสย เพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยนายสุรปรีชา ยืนยันว่า สมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนกมลาไสยเมื่อปี 2558-2559 นั้นตนมีความมุ่งมั่นที่จะมาพัฒนา ปรับปรุงโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนที่น่าอยู่ น่าเรียน ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นยืนยันว่าการดำเนินการทุกโครงการสามารถตรวจสอบได้และไม่มีการทุจริต แต่สาเหตุน่าจะเป็นการขัดแย้งภายในและเป็นการกลั่นแกล้งตน ซึ่งขณะนี้ตนกำลังรวบรวมเอกสารต่างๆเพื่อที่จะเตรียมชี้แจงเรื่องรวมทั้งหมดในเร็วๆนี้