""ล่าความจริง" ตามติดประเด็นนี้ โดยส่งทีมข่าว "คุณชลธิชา รอดกันภัย" ไปดูต้นทางของ บริษัทเลซี่ แคทฯ ถึงประเทศจีน ซึ่งก็คือ บริษัท เลซี่ แคท อินเตอร์เนชั่นแนล ทราเวล จำกัด ผู้บริหารบริษัทยืนยันว่า ไม่ได้ใช้คนไทยเปิดบริษัทนอมินีทัวร์จีน และการทำทัวร์ของบริษัทก็ไม่ใช่ "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" หรือ "ทัวร์ต่ำกว่าทุน" เหมือนที่คนไทยเข้าใจ
แม้จะมีคำชี้แจงค่อนข้างชัดเจน แต่ดูเหมือนตำรวจไทยจะยังไม่ปักใจเชื่อ ล่าสุด รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว "บิ๊กโจ๊ก" พลตำรวจตรี สุรเชษฐ์ หักพาล ได้เรียกผู้บริหารบริษัท เลซี่ แคท อินเตอร์ฯ เข้าพบ ซึ่งก็คือ นายหยาง จิง ประธานกรรมการ และ นายจู่ หมิง กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ เพื่อให้นำหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศจีน และการส่งนักท่องเที่ยวมาประเทศไทย มามอบให้ตำรวจเพื่อประกอบการพิจารณา
แนวทางการสืบสวนของตำรวจ พบว่า บริษัท เลซี่ แคท อินเตอร์ฯ ได้ร่วมลงทุนกับ บริษัท เลซี่ แคท ทราเวล ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยวของไทย และ บริษัท ทีซีจี ยอร์ช สิมิลัน ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการนำเที่ยวทางทะเล โดยทั้งสองบริษัทนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุเรือล่มที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และถูกตำรวจตั้งข้อสงสัยว่าอาจใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือเป็น "นอมินี"
กรรมการผู้จัดการบริษัทเลซี่ แคท อินเตอร์ฯ ยืนยันว่า เรือฟินิกซ์ที่ประสบเหตุล่มกลางทะเล ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับ บริษัทเลซี่ แคท อินเตอร์ฯ โดยทางบริษัทฯ เป็นแต่เพียงตัวแทนขายโปรแกรมทัวร์ของเรือฟินิกซ์ และมีนักท่องเที่ยวที่ซื้อทัวร์ผ่านบริษัทฯ เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 3 คน ซึ่งทางบริษัทฯได้ส่งผู้บริหารไปช่วยเหลือเยียวยาเรียบร้อยแล้ว และครอบครัวก็พอใจกับการเยียวยา นอกจากนั้น บริษัทเลซี่ แคท อินเตอร์ฯ ยังเป็นบริษัทท่องเที่ยวที่าร่วมทุนกับบริษัทไทย โดยจ่ายเงินลงทุนตามหุ้นอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายไทยกำหนด แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก็อยากขอความเป็นธรรมและขอคำแนะนำในการลงทุนด้วย
หลังจากฟังคำชี้แจงและรับเอกสารหลักฐาน รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว บอกว่า ตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กิจการนำเที่ยวเป็นกิจการที่ต้องทำโดยคนไทย คือคนไทยต้องเป็นเจ้าของบริษัท ด้วยการถือหุ้น 51% ขึ้นไป และต้องไม่ใช่รูปแบบที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี เนื่องจากทำให้ประเทศไทยได้รับความเสียหาย และเสื่อมเสียชื่อเสียง ฉะนั้นหลังจากนี้จะเรียกตัวแทนของ บริษัท เลซี่ แคท แทรเวล ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทย เข้ามาพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง
"บิ๊กโจ๊ก" ยังบอกด้วยว่า ที่ผ่านมานักลงทุนจีนบางส่วนไม่รู้และไม่เข้าใจกฎหมายไทย โดยเฉพาะในเรื่อง "นอมินี" หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทน เมื่อมาร่วมลงทุนกับคนไทยแล้ว คนไทยก็ไม่แนะนำหรือบอกว่าควรบริหารงานอย่างไร อีกทั้งยังพบว่าบริษัททัวร์ในไทยมักซิกแซ็กในการประกอบธุรกิจและการเสียภาษีด้วย
เรื่องนี้ดูจะยังไม่จบง่าย และตำรวจก็ไม่ได้เร่งบุ่มบ่ามทำคดีเหมือนกรณีอื่นๆ ที่ผ่านมา ก็ต้องรอดูว่าบทสรุปของเรื่องนี้เป็นอย่างไร ไปๆ มาๆ อาจกลายเป็นไทยหลอกจีนก็เป็นได้