แต่ก็ส่งผลเป็นอมตะ อย่างที่ชาวบ้านหมู่ 7 ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี นัดรวมตัวกันในบ่ายวันที่ 5 กันยายน เพื่อไปร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรม ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี หลังจากที่หมู่บ้านแห่งนี้ถูกน้ำท่วมขังมาตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม หรือ 2 เดือนเต็มๆ บางจุดของหมู่บ้านถูกน้ำท่วมสูงถึง 2 เมตร แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแลช่วยเหลืออย่างที่ควรจะเป็น บางคนปรับทุกข์ผ่านโซเชียลว่า "พอตัวเมืองเพชรไม่ท่วม เงียบกันหมด"
ลักษณะน้ำท่วมขังเช่นนี้ก็เกิดขึ้นกับชาวบ้าน จ.กาญจนบุรี เช่นกัน โดยเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน น้ำป่าจากเขื่อนวชิราลงกรณเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนใน อ.สังขละบุรี สูงเกือบมิดหลังคา ชาวบ้านต้องอพยพทั้งที่พักพิงและข้าวของเครื่องใช้หนีน้ำไปยังที่สูง นอกจากนี้ ก่อนหน้านั้น ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม เขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งมีปริมาณน้ำในอ่างมากกว่า 90% ได้ใช้มาตรการระบายน้ำออกมาจนส่งผลกระทบกับพื้นที่หลายอำเภอ โดยเฉพาะที่อยู่เหนือเขื่อนแม่กลอง อ.ท่าม่วง ซึ่งรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ เพื่อบริหารจัดการผ่านระบบคูคลองและแม่น้ำใต้เขื่อนลงมา ซึ่งอยู่ในรูปแบบเดียวกับการปล่อยน้ำจากเขื่อนแก่งกระจาน และบริหารผ่านเขื่อนเพชร ซึ่งมีชาวบ้านที่อาศัยอยู่เหนือเขื่อนเพชรขึ้นไป ได้รับผลกระทบ อย่างที่ชาว ต.ท่าไม้รวก หมู่ 7 กำลังได้รับความเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การบริหารจัดการน้ำในยามคับขับ จำเป็นอยู่เองที่เจ้าหน้าที่ต้องจัดลำดับความสำคัญ อย่างเช่นในปีที่ผ่านๆ มา จะเห็นได้ว่า มีประชาชนในหลายพื้นที่ต้อง "เสียสละ" ยอมให้ไร่นาของตนเองถูกน้ำท่วม เพราะถูกเลือกให้เป็นแก้มลิงซับน้ำ หรือชะลอน้ำ เพื่อป้องกันเมืองหลัก แหล่งที่พักอาศัย โรงงานอุตสาหกรรม และสถานที่สำคัญอื่นๆ เช่น โรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาล ย่านการค้า โดยผู้เสียสละเหล่านั้นก็ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี ส่วนจะเพียงพอกับความเสียหายที่ได้รับหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง