เนชั่นทีวี

ข่าว

ยอมให้น้ำท่วมที่ทำกิน เพื่อไม่ให้น้ำเข้าตัวเมือง สุดท้าย...ไร้การเหลียวแล?

06 ก.ย. 2561 | sippa035

ยอมให้น้ำท่วมที่ทำกิน เพื่อไม่ให้น้ำเข้าตัวเมือง สุดท้าย...ไร้การเหลียวแล?

ในยามที่น้ำเหนือไม่ได้บ่าเข้าท่วมตัวเมือง หรือแหล่งเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดต่างๆ เพราะแผนการบริหารจัดการน้ำ ที่สามารถปกปักรักษาพื้นที่ไข่แดงเอาไว้ได้นั้น วิบากกรรมกลับไปตกกับชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่ง ที่ต้องทนอยู่กับสภาพน้ำท่วมขังมาเป็นแรมเดือน ด้วยลักษณะของภูมิประเทศ และการจัดวางตำแหน่งของเขื่อนต่างๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องในด้านโครงสร้างของการบริหารจัดการน้ำมาตั้งแต่ในอดีต

แต่ก็ส่งผลเป็นอมตะ อย่างที่ชาวบ้านหมู่ 7 ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี นัดรวมตัวกันในบ่ายวันที่ 5 กันยายน เพื่อไปร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรม ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี หลังจากที่หมู่บ้านแห่งนี้ถูกน้ำท่วมขังมาตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม หรือ 2 เดือนเต็มๆ บางจุดของหมู่บ้านถูกน้ำท่วมสูงถึง 2 เมตร แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแลช่วยเหลืออย่างที่ควรจะเป็น บางคนปรับทุกข์ผ่านโซเชียลว่า   "พอตัวเมืองเพชรไม่ท่วม เงียบกันหมด"

ยอมให้น้ำท่วมที่ทำกิน เพื่อไม่ให้น้ำเข้าตัวเมือง สุดท้าย...ไร้การเหลียวแล?

ยอมให้น้ำท่วมที่ทำกิน เพื่อไม่ให้น้ำเข้าตัวเมือง สุดท้าย...ไร้การเหลียวแล?



ลักษณะน้ำท่วมขังเช่นนี้ก็เกิดขึ้นกับชาวบ้าน จ.กาญจนบุรี เช่นกัน โดยเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน น้ำป่าจากเขื่อนวชิราลงกรณเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนใน อ.สังขละบุรี สูงเกือบมิดหลังคา ชาวบ้านต้องอพยพทั้งที่พักพิงและข้าวของเครื่องใช้หนีน้ำไปยังที่สูง นอกจากนี้ ก่อนหน้านั้น ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม เขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งมีปริมาณน้ำในอ่างมากกว่า 90% ได้ใช้มาตรการระบายน้ำออกมาจนส่งผลกระทบกับพื้นที่หลายอำเภอ โดยเฉพาะที่อยู่เหนือเขื่อนแม่กลอง อ.ท่าม่วง ซึ่งรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ เพื่อบริหารจัดการผ่านระบบคูคลองและแม่น้ำใต้เขื่อนลงมา ซึ่งอยู่ในรูปแบบเดียวกับการปล่อยน้ำจากเขื่อนแก่งกระจาน และบริหารผ่านเขื่อนเพชร ซึ่งมีชาวบ้านที่อาศัยอยู่เหนือเขื่อนเพชรขึ้นไป ได้รับผลกระทบ อย่างที่ชาว ต.ท่าไม้รวก หมู่ 7 กำลังได้รับความเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้

ยอมให้น้ำท่วมที่ทำกิน เพื่อไม่ให้น้ำเข้าตัวเมือง สุดท้าย...ไร้การเหลียวแล?



ปฏิเสธไม่ได้ว่า การบริหารจัดการน้ำในยามคับขับ จำเป็นอยู่เองที่เจ้าหน้าที่ต้องจัดลำดับความสำคัญ อย่างเช่นในปีที่ผ่านๆ มา จะเห็นได้ว่า มีประชาชนในหลายพื้นที่ต้อง "เสียสละ" ยอมให้ไร่นาของตนเองถูกน้ำท่วม เพราะถูกเลือกให้เป็นแก้มลิงซับน้ำ หรือชะลอน้ำ เพื่อป้องกันเมืองหลัก แหล่งที่พักอาศัย โรงงานอุตสาหกรรม และสถานที่สำคัญอื่นๆ เช่น โรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาล ย่านการค้า โดยผู้เสียสละเหล่านั้นก็ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี ส่วนจะเพียงพอกับความเสียหายที่ได้รับหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ยอมให้น้ำท่วมที่ทำกิน เพื่อไม่ให้น้ำเข้าตัวเมือง สุดท้าย...ไร้การเหลียวแล?





อย่างไรก็ตาม ยังมีทางออกอื่นอีกหรือไม่ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์คาดการณ์ เพื่อจะได้ไม่ต้องเลือกทางออกด้วยการปล่อยน้ำทิ้งให้ชาวบ้านต้องทุกข์ทน จนเกือบจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว....อีกทางหนึ่งก็คือ การให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างเช่น การลงพื้นที่ของบุคคลในรัฐบาลเพื่อตรวจเยี่ยมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

ยอมให้น้ำท่วมที่ทำกิน เพื่อไม่ให้น้ำเข้าตัวเมือง สุดท้าย...ไร้การเหลียวแล?


ซึ่งมักจะได้รับการ "จัดการ" จากฝ่ายราชการเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งทางหนึ่งก็คงอยากให้ผู้นำในรัฐบาลเห็นสภาพปัญหาจริงๆ แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่ปรารถนาจะให้รู้ว่า แท้จริงแล้ว การบริหารจัดการน้ำยังมีข้อบกพร่อง ซึ่งถ้าพูดกันถึงที่สุดแล้วก็คือ ความเหลื่อมล้ำนั่นเอง กรณีนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเปราะบางยิ่งด้านความรู้สึกของประชาชน ที่อาจจะน้อยเนื้อต่ำใจได้ ดังนั้นนอกจากการแก้ไขปัญหาด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวมาแล้ว ในแง่ของจิตใจ รัฐบาลก็ต้องคำนึงถึงด้วย ไม่ใช่เอาใจใส่แต่คนกลุ่มเดียว ซึ่งจะว่าไปแล้ว ถ้าไปถามความรู้สึกของประชาชนในเมือง ผู้ร่วมจังหวัดร่วมชาติเดียวกัน ก็คงไม่มีใครใจไม้ไส้ระกำ ปล่อยให้พี่น้องอีกส่วนหนึ่งต้องลำบากอยู่ฝ่ายเดียวแน่



ยอมให้น้ำท่วมที่ทำกิน เพื่อไม่ให้น้ำเข้าตัวเมือง สุดท้าย...ไร้การเหลียวแล?


ข่าวล่าสุด