อย่างแรกเป็นเดือนที่"บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาหัวหน้า คสช. และนายกฯ ประกาศไว้ว่าจะประกาศท่าทีอนาคตทางการเมืองที่ชัดเจน
(อ่านต่อ..."บิ๊กตู่" ลั่นวาจา กันยายน อนาคตการเมืองชัดเจน!!!)
อย่างที่สองเดือนกันยายนจะเป็นเดือนที่ครบกำหนดเวลา 90 วัน นับจากมีการทูลเกล้าฯ"ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับสุดท้าย"คือ ร่างกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่างกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. หากมีการพระราชทานกลับคืนมา ก็จะมีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษาไม่เกินช่วงกลางเดือนนี้
สำหรับกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. หลังประกาศลงราชกิจจานุเบกษาจะมีผลบังคับใช้ทันที แต่ในส่วนของกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส.จะต้องรออีก 90 วัน จึงจะมีผลบังคับใช้
อย่างที่สาม"การคลายล็อกพรรคการเมือง"ซึ่งล่าสุดทาง คสช.แพลมออกมาแล้วว่าจะคลายกฎเหล็ก คลายล็อกอะไรบ้าง จะนับ 6 เรื่อง หรือ 9 เรื่อง ก็สุดแล้วแต่ แต่ใจความสำคัญคือการคลายล็อกเรื่องทางธุรการของพรรคการเมือง หลักๆคือให้ประชุมพรรคการเมืองเพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรค เพื่อดำเนินกิจกรรมของพรรค และคลายล็อกเรื่องระยะเวลาในการเดินตามกฎ เช่นเรื่องการหาทุนประเดิม 1 ล้านบาท การหาสมาชิกพรรคให้ได้ 500 คน ภายใน 180 วัน จากเดิมให้เริ่มต้นนับตั้งแต่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา (ตามคำสั่งคสช.ที่ 53/2560) ก็ให้เริ่มนับใหม่ตั้งแต่คำสั่งฉบับใหม่ออกมา
รวมไปถึงการปลดล็อกเรื่อง"ไพรมารีโหวต"จากเดิมฝ่ายผู้มีอำนาจแสดงท่าทียืนยันว่ายังไงก็ต้องมีไพรมารีโหวต ล่าสุดแสดงอาการชัดเจนว่าพร้อมถอย โดยบอกว่าจะออกคำสั่งตามมาตรา 44 ออกมากำหนดกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้สมัครส.ส.ใหม่ สรุปใจความสั้นๆ เข้าใจง่ายๆให้ตรงกัน คือ"ยกเลิกไพรมารีโหวต"
อย่างที่สี่ คือ ความเคลื่อนไหวของ"พรรคพลังประชารัฐ"ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าจะเป็นพรรคที่ทำหน้าที่เป็น "นั่งร้าน" ให้ พล.อ.ประยุทธ์มีกำหนดว่าในเดือนนี้จะจัดประชุมพรรคเพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดแรก
เดิมมีข่าวว่า"สองรัฐมนตรี"ในรัฐบาลบิ๊กตู่ จะลาออกเพื่อไปรับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคนี้ คือ"อุตตม สาวนายน"รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ"สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์"รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ล่าสุดทั้งสองคนออกมาปฏิเสธข่าว
"ยังไม่ได้มีอะไรชัดเจน เพราะเป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งผมเคยพูดไว้ในเรื่องการที่จะทำประโยชน์ให้บ้านเมือง เพียงแต่จะเป็นในรูปแบบไหน อย่างไร ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน แต่ขอยืนยันว่าไม่ได้ลาออกอย่างที่เป็นข่าว และไม่ได้มีแผนที่จะลาออกในเวลาอันใกล้นี้"อุตตม พูดไว้เมื่อ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา
เมื่อถามว่าหากมีการเชิญไปเป็นหัวหน้าพรรคตามที่มีข่าวจะไปไหม อุตตม ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่ไป แต่บอกว่า"ถึงวันนั้นถ้ามีจริงค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้คิด"
เช่นเดียวกันกับสนธิรัตน์ ที่บอกว่า"เมื่อถึงเวลาที่คิดว่าต้องตัดสินใจก็ต้องตัดสินใจ ส่วนเวลาที่เหมาะสมนั้น ต้องดูสถานการณ์การเมืองตอนนั้นว่าเป็นอย่างไร จะมีการเลือกตั้งเมื่อไร เมื่อการเลือกตั้งชัดเจนแล้ว สถานการณ์การเมืองชัดเจนแล้ว ก็จะดูว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นจะดำเนินการอย่างไร หรือหยุดเพียงแค่นี้ ต้องตัดสินใจตอนนั้นอีกที"
ความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐจะพ่วงความเคลื่อนส่วนไหวของ"กลุ่มสามมิตร"ไปด้วย ซึ่งทางกลุ่มก็ประกาศไว้แล้วว่าเดือนกันยายนนี้จะชัดเจนว่าจะไปอยู่พรรคไหน
แหล่งข่าวจากกลุ่มสามมิตรบอกว่า กลุ่มจะเข้าไปอยู่พรรคพลังประชารัฐแน่นอน ส่วนสองรัฐมนตรีข้างต้นจะยังไม่ไปเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัญตอนนี้และในอนาคตก็อาจจะไม่จำเป็นต้องไปเป็นด้วยซ้ำ เพราะสามารถทำหน้าที่ในบทบาทอื่นได้ แต่ชัดเจนว่าทั้งสองจะไปอยู่พรรคพลังประชารัฐเช่นเดียวกับกลุ่มสามมิตรแน่นอน
"เวลาที่จำเป็นที่ทั้งสองคนต้องเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคอย่างแน่นอน คือ ช่วงใกล้ๆกฎหมายเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ ก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง เพราะจะมีเงื่อนไข ใครที่จะลงสมัครส.ส.จะต้องเป็นสมาชิกพรรคมาไม่น้อยกว่า 90 วัน ซึ่งทั้งสองน่าจะลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ"แหล่งข่าวกล่าว
การเริ่มต้นเดือนกันยายนจึงย่อมหมายถึงสถานการณ์การเมืองเพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งกำลังงวดเข้ามาๆ
อนาคต "บิ๊กตู่" กับ 3 ทางเลือก
กลับมาที่ประเด็นแรก เรื่องอนาคตทางการเมืองของ "บิ๊กตู่" ที่เจ้าตัวประกาศไว้ว่าจะชัดเจนในเดือนกันยายน
"ถ้ายังไม่ถึงก็ยังไม่ต้องถาม ถ้าถึงก็รู้เองนะ ผมไม่เคยลืมพูดอะไรไว้...ผมจะอยู่อย่างไรต้องไปดูกฎหมาย ดูรัฐธรรมนูญ การจะอยู่ต้องดูว่าอยู่เพื่ออะไร ทำอะไร จำเป็นหรือไม่แล้วจะไปอยู่พรรคไหนก็อีกเรื่องนึง แล้วจะไปอยู่ได้อย่างไร ข้อสำคัญจะไปอยู่พรรคไหนก็ตาม ถ้าประชาชนไม่เลือกพรรคนั้นแล้วจะมาได้อย่างไร ใช่หรือไม่"คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา
ถึงตอนนี้มี 2 คำถาม
หนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จะประกาศท่าทีทางการเมืองที่ชัดเจนจริงหรือ
สองจะมีแนวทางไหนให้ "บิ๊กตู่" เดินได้บ้าง ที่จะทำให้ได้กลับมาเป็นนายกฯหลังเลือกตั้งอีกครั้ง
สำหรับคำถามแรกมีคำถามซ้อนไปอีกว่าสไตล์ "บิ๊กตู่" ที่ปกติจะ"ดึงเกมยาว"ตลอด หากอะไรยังไม่ชัวร์จะไม่พูดไม่ทำเด็ดขาด เหมือนตอนเข้ามายึดอำนาจเมื่อปี 4 ปีที่แล้ว มีการทอดสะพานให้อยู่นานกว่าบิ๊กตู่จะยอมตามรวมถึงตอนนี้น่าจะยังไม่ถึงเวลา "จำเป็นจริงๆ" ที่จะต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจนหรือไม่?
อย่างไรก็ตามด้วยความที่ "บิ๊กตู่" พูดไว้ชัดเจนมาก หากไม่ทำอะไรเลยก็คงถูกไล่บี้ไม่เลิกรา จึงมีความเป็นไปได้ว่าหัวหน้า คสช.จะ "แพลม" อนาคตทางการเมืองออกมาอีกสเต็ป แต่คงไม่ถึงกับชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์
อย่างมากก็คงแค่บอกว่ามีความพร้อมที่จะลงสนามการเมืองตามกติกาเงื่อนไขที่มีอยู่ แต่ยังคงไม่สามารถบอกได้ชัดว่าจะเป็นช่องทางไหน อย่างไร หรือจะไปเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคไหน
"ผมจะไปพูดแทนพรรคได้ยังไง จะมีพรรคไหนมาเสนอชื่อผมบ้างผมจะรู้ได้ยังไง อาจจะไม่มีใครเสนอชื่อผมก็ได้"ลีลาพลิ้วของ "บิ๊กตู่" น่าจะออกประมาณนี้
คำถามที่สอง จะมีแนวทางไหนบ้างที่จะทำให้ได้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งหลังเลือกตั้ง
อันนี้ "บิ๊กตู่" ไม่ตอบแน่ๆ แต่เราต้องมาวิเคราะห์กัน
ย้อนเวลากลับไปมีทางหนึ่งที่ "บิ๊กตู่" ไม่เลือกแล้ว คือการลงสู่สนามเลือกตั้งแบบเต็มตัวด้วยการลงสมัครส.ส. ทางนั้นทำไม่ได้เพราะเลยเวลาแล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดว่าหาก คสช. หรือ ครม. จะลงสมัครส.ส.ต้องลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วัน นับจากวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ เมื่อวันที่ 6 เมษายน ปีที่แล้ว
ณ เวลานี้ หนทางที่มีให้ พล.อ.ประยุทธ์ เลือกได้มีอยู่ 3 ทาง
1.อยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ที่พรรคการเมืองจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯถึงวันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าถ้าเป็นช่องทางนี้ก็น่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ ที่กำลังแต่งองค์ทรงเครื่องกันอยู่
หาก "บิ๊กตู่" เลือกทางนี้ ด้านหนึ่งก็คงมีเสียงชื่นชมถึงความตรงไปตรงมากล้าหาญที่ลงสู่สนามเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกันก็คงจะมีเสียงโจมตีมาพร้อมกันด้วยว่าที่ทำมาทั้งหมด ที่วางกติกาโน่นนี่มา ก็เพื่อให้ตัวเองได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง พร้อมๆกันก็คงมีเสียงเรียกร้องให้ออกจากตำแหน่ง "หัวหน้า คสช." เพื่อความเป็นธรรมในการแข่งขันด้วย
อย่างไรก็ตามสำหรับเสียงโจมตีนั้นจนถึงวันนี้หาก "บิ๊กตู่" คิดจะหวนคืนสู่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งไม่ว่าทางไหนก็คงต้องโดนโจมตีอยู่แล้ว การก้าวสู่สนามเลือกตั้งอย่างเปิดเผยน่าจะโดนโจมตีน้อยกว่าการเล่นบท"อีแอบ"ด้วยซ้ำ
ส่วนแรงกดดันให้ลาออกจากคสช.นั้น หากภายในคสช.เหนียวแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะก้าวลงจากตำแหน่ง และมอบให้คนที่ไว้วางใจได้ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล
ยังมีการวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่พล.อ.ประยุทธ์ ควรต้องเลือกทางนี้ด้วยว่าหากพล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในบัญชีนายกฯของพรรคการเมือง ก็จะเป็นพลังดูดทั้งคนที่จะมาอยู่กับพรรคนี้ และดูดพรรคกลางๆ ไม่ให้ไปทางอื่น
"หากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง แรงที่จะดูดให้พรรคการเมืองต่างๆมารวมกับพรรคพลังประชารัฐน่าจะอ่อนลง พรรคกลางๆ เช่นพรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทย อาจจะสวิงไปอยู่กับอีกฝั่ง หากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ลง มีความเป็นไปได้สูงที่ฝั่งเพื่อไทยจะสามารถดึงพรรคต่างๆไปร่วมตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ"นักวิเคราะห์การเมืองวิเคราะห์
ทางที่ 2 รอเป็นนายกฯก๊อกสองคือ หลังจากรัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯในบัญชีของพรรคการเมืองได้ ก็ใช้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด คือ 500 จาก 750 คน เพื่อเลือกนายกฯนอกบัญชี หรือที่ฝ่ายเชียร์ "บิ๊กตู่" พยายามเรียกว่า "นายกฯคนกลาง"
แต่หนทางนี้จะเสี่ยงมาก!!
เสี่ยงเพราะต้องใช้เสียงมากถึง 500 เสียง ซึ่งไม่ง่าย เพราะต้องหา ส.ส.ให้ได้อย่างน้อย 250 เสียง เพื่อไปบวกกับ ส.ว. 250 เสียง ที่คาดว่า คสช.จะคุมได้ทั้งหมด
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะ"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"หัวหน้าพรรคประกาศไว้ชัดเจนว่าพรรคจะไม่สนับสนุนคนที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคมาเป็นนายกฯ
แม้ลึกๆจะมีความเชื่อกันอยู่ว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆ หากต้องเลือกระหว่างเพื่อไทยกับ "พล.อ.ประยุทธ์" พรรคประชาธิปัตย์คงจะเลือก "บิ๊กตู่" มากกว่าแต่เพื่อความปลอดภัย ก็เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่น่าจะเลือกหนทางนี้
บ้างก็มองว่าหากจะเลือกทางที่สอง "บิ๊กตู่" น่าจะเลือกทางที่สามเลยมากกว่า
ทางที่ 3 คือ อยู่เฉยๆ รอเวลาที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ที่คาดว่าจะเป็นพรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ พล.อ.ประยุทธ์ก็เป็นนายกฯต่อไป ซึ่งจะเป็นนายกฯที่ยังคงมีอำนาจตามมาตรา 44 อยู่เหมือนปัจจุบัน
ปมหนึ่งที่น่าสนใจและชวนสงสัยในเจตนาของรัฐธรรมนูญ 2560คือ ไม่มีการกำหนดระยะเวลาในการเลือกนายกฯ ว่าต้องเลือกให้เสร็จเมื่อไหร่ ต่างจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เช่น รัฐธรรมนูญปี 2540 และรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดว่าต้องเลือกนายกฯให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก
นั่นคือหากสภาตั้งรัฐบาลไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็สามารถเป็นนายกฯต่อไปได้ "ไม่มีกำหนด"
มีการพูดถึงเกมที่จะสกัดไม่ให้พรรคการเมืองอีกฝั่งตั้งรัฐบาลได้ คือพรรคพลังประชารัฐและพันธมิตรต้องมีส.ส.รวมกันไม่น้อยกว่า 175 เสียง
ทำไมต้องเป็น 175 เสียง เพราะถ้าฝั่งนี้ได้ 175 เสียง ไปบวกกับ ส.ว.ของคสช.อีก 250 เสียง ก็จะได้ 325 เสียง คือครึ่งหนึ่งของรัฐสภา ก็หมายความว่า อีกฝั่งจะไม่มีทางได้ ส.ส.เกินครึ่ง
แต่ถ้าเป็นสูตรนี้ก็หมายความว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็น"การเลือกตั้งลวงโลก"ประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก คงตกต่ำกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้คือหนทางที่คาดกันว่า "บิ๊กตู่" จะเลือก
เท่าที่ฟังสุ้มเสียง หากเทียบในสามทางน่าจะมีเสียงเชียร์ให้ "บิ๊กตู่" เลือกทางแรกมากกว่า
ถามว่าแล้วจะมีรายการ"พลิกโผ"ไม่เลือกทางไหน แต่เป็น "บิ๊กตู่" เลือกที่จะเก็บกระเป๋ากลับบ้าน หันหลังให้การเมือง ประกาศไม่รับตำแหน่งนายกฯอีก ไม่ว่าฟ้าจะถล่ม ดินจะทลาย ได้หรือไม่
ก็ต้องบอกว่า การเมืองไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้
สุดท้ายจะเลือกทางไหนก็ต้องถามใจ "บิ๊กตู่" !!