ท่ามกลางปัญหาความเสี่ยงจากสงครามการค้า และวิกฤติค่าเงินตุรกีที่อาจจะส่งผลเป็นความผันผวนกระทบเป็นลูกโซ่ต่อค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งความท้าทายจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของทรัมป์ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายขี้นดอกเบี้ยของเฟด พร้อมกับเรียกร้องให้ทำหน้าที่เหมือนธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ที่สนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาล
ขณะเดียวกับที่สงครามการค้าสหรัฐกับจีนรอบที่ 2 ได้เริ่มขึ้นเป็นผลในทางปฏิบัติมูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ในขณะที่การเจรจาข้อพิพาทการค้ารอบที่ 4 ได้มีขึ้นที่กรุงวอชิงตันดีซี
1. กลุ่มผู้นำของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลก รัฐมนตรีคลัง นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง และกูรูผู้เชี่ยวชาญการเงินโลก ได้เข้าร่วมการระชุมเศรษฐกิจประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองแจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิง ระหว่างวันที่ 23-25 สิงหาคม ภายใต้หัวข้อการประชุมคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาด และปัจจัยบ่งชี้ทิศทางนโยบายการเงิน
การประชุมแจ็กสันโฮลครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับวาระครบรอบ 10 ปีของวิกฤติการเงินปี 2008 และถือเป็นการประชุมครั้งแรกของเจอโรม พาวเวล ในฐานะประธานเฟด ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ โดยจะกล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมในเช้าวันศุกร์นี้
2. วาระการประชุมคาดว่า จะถกในหลายประเด็น ทั้งเรื่องบทบาทของบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่แห่งที่มีอิทธิพลต่อตลาดในภาพรวม ซึ่งอาจทำให้เกิดการผูกขาดและส่งผลเสียต่อผู้บริโภค แรงงาน และเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบของกิจกรรมออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น ค่าแรงและเงินเฟ้อที่มีผลต่อการกำหนดดอกเบี้ย การกำหนดอัตราภาษีศุลกากร มาตรการกระตุ้นทางการคลัง ปฏิกิริยาของตลาดเกิดใหม่ที่มีต่อนโยบายการค้าของสหรัฐ ไปจนถึงปัญหาหนี้สินของภาครัฐและเอกชน
นอกจากนี้ ตลาดต่างจับตาความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางlสำคัญจากทั่วโลกได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ นอกเหนือจากเฟดซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุม ยังมีประธานและผุ้ว่าการจากอีกหลายธนาคารกลาง ทั้งธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางแคนาดา และธนาคารญี่ปุ่น
โดยเฉพาะตลาดยังคงจับตามาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป จะส่งสัญญาณในทิศทางใดสำหรับการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 13 กันยายน
3. การประชุมเศรษฐกิจประจำปีของเฟดครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของเจอโรม พาวเวล ในฐานะประธานเฟด ได้ถูกจับตามองถึงการเดินหน้าในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้เข้าใกล้ระดับปกติ หรือ Normalization ในขณะที่กำลังเกิดวิกฤตค่าเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในกรณีของงตุรกี จะส่งผลกระทบกับความวิตกกังวลของเฟดอย่างไร
ท่ามกลางความท้าทายจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายขี้นดอกเบี้ยของเฟด พร้อมกับเรียกร้องให้ทำหน้าที่เหมือนธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ที่สนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาล
4. ทั้งนี้ เฟดได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 1.75-2.0% ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 31 รกฎาคมและ 1 สิงหาคม โดยเฟดได้ส่งสัญญาณแสดงจุดยืนถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในการประชุมเดือนกันยายนและธันวาคม และจะปรับขึ้นอีก 3 ครั้งในปี 2019
โดยล่าสุด เอสเธอร์ จอร์จ ประธานเฟด สาขาแคนซัส ซิตี้ ในกลุ่มสายเหยี่ยว ที่มีจุดยืนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อปกป้องเงินเฟ้อ ได้ประกาศกร้าวนี้ว่า คำวิพากษ์วิจารณ์ของประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของเฟด โดยครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้เนำสหรัฐออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่อนโยบายการเงินของเฟด
5. ขณะเดียวกับที่สงครามการค้าสหรัฐกับจีนรอบที่ 2 ได้เริ่มขึ้นเป็นผลในทางปฏิบัติมูลค่า 16,000 ล้ารดอลลาร์เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ในขณะที่การเจรจาข้อพิพาทการค้ารอบที่ 4 ได้มีขึ้นที่กรุงวอชิงตันดีซี
ในอีกด้านหนึ่งรัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นและจีน จะพบปะหารือกันในกรุงปักกิ่ง เพื่อยกระดับกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าในวันที่ 31 สิงหาคมนี้
โดยคาดว่า จะมีการตกลงกันในเรื่องวงเงินเกี่ยวกับการสวอปค่าเงินระหว่างเงินเยนของญี่ปุ่นและเงินหยวนของจีน ที่อาจจะเพิ่มวงเงินสูงถึงระดับ 3 ล้านล้านเยน หรือ 27,000 ล้านดอลลาร์ จากระดับ 3,000 ล้านเยน
ทั้งนี้ ผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการคาดว่า จะมีขึ้นเมื่อชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จะเดินทางเยือนจีนในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง