วันที่ 17 สิงหาคม 2561 เวลา 17.00 น. ที่โรงเลื่อยพงษ์สยาม ตั้งอยู่ข้างบ้านเลขที่ 39 บ้านโจดนาห่อม หมู่ที่ 3 ตำบลคลีกลิ้ง อำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ พลตำรวจตรี สุรเดช เด่นธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัด ภูธรศิลาลาด ได้นำ พลตำรวจเอก ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจตรี ศิริศักดิ์ ตันตินวะชัย รองผู้บัญชาการตำรวจภาค 3 บุกเข้าตรวจสอบโรงเลื่อยแปรรูปไม้
โดยก่อนหน้านี้ได้รับรายงานว่ามีการกระทำผิดกฎหมายหลายอย่าง ในการประกอบธุรกิจแปรรูปไม้เบ็ญจพรรณ โดยได้เชิญ รองอธิบดีกรมป่าไม้ นายอรรคพล เจริญชันษา และ อุตสาหกรรมจังหวัดศรีสะเกษ ป่าไม้จังหวัดศรีสะเกษ นายอำเภอศิลาลาด อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเดินทางมาตรวจสอบ พบว่า โรงงานดังกล่าวได้มีใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้จริง 13 ชนิด ที่มิใช่ไม้หวงห้าม แต่สภาพที่พบปรากฏว่า มีไม้หวงห้ามที่นำมาแปรรูป และกำลังเตรียมไว้สำหรับการแปรรูปเพื่อการส่งออกอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะไม้พะยูง ที่มีไว้อย่างผิดกฎหมาย ผิด พ.ร.บ.ป่าไม้กว่า 147 ท่อน ที่มีขนาดใหญ่อายุหลายร้อยปีก่อนถูกตัดมากองเตรียมแปรรูป ขณะเดียวกัน ยังตั้งโรงงานผิด พ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปไม้เกิดขนาดที่ขออนุญาตไว้ จึงได้มอบหเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา ดำเนินการตรวจยึดตามกฎหมายทันที
เบื้องต้นได้พบกับ นายวรพงศ์ ธรรมโม อายุ 24 ปี (เสื้อสีขาว) อ้างว่าตนได้มาเช่าพื้นที่ดังกล่าวนี้เพื่อประกอบธุรกิจแปรรูปไม้กับหุ้นส่วน ในนามชื่อบริษัท โรงเลื่อยพงษ์สยาม เสียค่าเช่าพื้นที่แก่เจ้าของเดือนละ 100,000 บาท ทำมานานนับปีแล้ว ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบว่า หุ้นส่วนตนได้ไปนำไม้มาจากที่ไหนบ้าง ทราบเพียงว่า ไม้ที่นำมา ซื้อมาจากเจ้าของซึ่งมีที่ที่มีเอกสารสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย ขออนุญาตป่าไม้ในการตัดไม้ ตรวจสอบไม้ก่อนตัดอย่างถูกต้อง ซึ่งตนเองก็เป็นฝ่ายควบคุมการแปรรูปที่โรงเลื่อย ส่วนหุ้นส่วนก็จะทำหน้าที่หาไม้ ติดต่อประสานงาน จองตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อบรรทุกไม้ที่แปรูปเพื่อการส่งออก จากออร์เดอร์ที่ส่งตั้งมาจากต่างประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้เชื่อทั้งหมด เพราะภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาตรวจสอบ ให้เดินทางไปยืนยันชี้ตอไม้ที่ตัดมาก็ไม่สามารถนำไปชี้ได้ครบตามจำนวน และมีไม้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างถูกฎหมายปะปนอยู่ ส่วนใหญ่เป็นไม้พะยูง และเชื่อว่าส่วนหนึ่งแอบลักลอบมาจากพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ จากป่าตามโครงการพระราชดำริฯ โดยจะได้สอบสวนดำเนินคดีอย่างรอบครอบ สาวถึงต้นตอให้ได้
พลตำรวจเอก ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ภายหลังมาร่วมกันตรวจสอบก็พบว่า เบื้องต้นผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ และนอกจากนั้นก็จะมี พ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรมแปรูปไม้โดยไม่ถูกต้องด้วย ซึ่งในชั้นแรกนี้ก็จะใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่พบการกระทำผิด เข้าทำการตรวจยึด เพื่อดำเนินคดี และของกลางเพื่อประกอบคดี สอบสวน ตั้งข้อกล่าวหา ออกหมายเรียก และหากไม่มารายงานตัวเพื่อชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ก็ออกหมายจับ เบื้องต้นนี้พบไม้ที่ไม่ถูกต้องเบื้องต้น 120 ลูกบาทเมตร เฉลี่ยลูกบาศก์เมตรละ 300,000 บาท
ซึ่งตี่แบบอย่างน้อย และรวมทั้งหมดก็ราวๆ 30-40 ล้านบาท ที่เป็นมูลค่าความเสียหายในการกระทำผิดครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าที่มากในประเทศไทย และหากสามารถส่งออกไปได้มูลค่าก็จะเพิ่มขึ้นสูงมากกว่านี้มากกว่าเท่าตัว และเชื่อว่าน่าจะมีนายทุนหนุนหลังอยู่ ซึ่งจะต้องใช้ความสามารถในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีให้ถึงต้นตอ โดยลักษณะของการตัดไม้นี้ เราดูจากกายภาพของการตัด ก็น่าที่จะเชื่อได้ว่าเป็นการกระทำของนายทุน ก็จะต้องจับกุมโรงงานในฐานะตั้งโรงงานเลื่อย สับไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตไป ซึ่งภารกิจของกรมตำรวจส่วนใหญ่จะเป็นภารกิจที่สนับสนุนทางกรมป่าไม้ในการดำเนินคดี จับกุม ว่ากันไปตามกฎหมาย
ด้าน นายอรรคพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ทุกครั้งเราจะมีการตรวจสอบแบบเชิงลึกในการกระทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ ทั้งการปล่อยปะ ละเลย ทำเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ปล่อยให้มีการเข้าไปบุกรุกตัดไม้ กระทำผิดในป่า และหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของเราเข้าไปเกี่ยวข้องเราก็จะดำเนินคดีโดยเฉียบขาด เด็ดขาด ทั้งทางวินัย และทางอาญา และที่เน้นเป็นอันมากก็คือ ในส่วนที่เป็นป่าในโครงการพระราชดำริฯ เราจะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในการปราบปราม การกระทำผิด เราให้ความสำคัญมาก ในกรณีนี้จากนี้ก็จะดำเนินการตรวจยึด ลากจูงนำไปเก็บไว้ที่ป่าไม้จังหวัด เพื่อการดำเนินคดี จนกว่าคดีจะถึงที่สุดตามกฎหมายต่อไป