ก่อนอื่นเรามาดูประวัติคร่าวๆ ของวัดบางคลานกันก่อน วัดแห่งนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "วัดหิรัญญาราม" แต่ชาวบ้าน ตลอดจนผู้มีจิตศรัทธา และบรรดาเซียนพระทั่วประเทศรู้จักกันดีในชื่อ "วัดบางคลาน" หรือ "วัดหลวงพ่อเงิน" วัดบางคลานเป็นวัดเก่าแก่ มีอายุเกือบ 200 ปี นับตั้งแต่เจ้าอาวาสรูปแรก คือ "หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ" ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี พ.ศ.2373 จนถึงช่วงที่ท่านสิ้นอายุขัยในปี พ.ศ.2462 หากนับตั้งแต่ปี 2373 ก็ร่วมๆ 200 ปีแล้ว
หลังจากเจ้าอาวาสรูปแรก คือ "หลวงพ่อเงิน" มรณภาพไป วัดบางคลานก็มีเจ้าอาวาสต่อเนื่องมาอีก 8 รูป กระทั่งถึงรูปปัจจุบัน คือ พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ซึ่งแม้จะถูกสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วเมื่อปลายปี 57 แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่ มีเพียงรักษาการเจ้าอาวาส คือ พระครูพิสุทธิวรากร เท่านั้น
วัดบางคลานเริ่มโด่งดังด้านวัตถุมงคล ในยุคที่มี พระครูพิบูลธรรมเวท หรือ "หลวงพ่อเปรื่อง" ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี 2505 มีการจัดทำวัตถุมงคลและพระเครื่องหลายต่อหลายรุ่น ซึ่งทุกรุ่นล้วนแต่โด่งดังในแวดวงพระเครื่องและวัตถุมงคล โดยเฉพาะ "พระรูปหล่อ พลวงพ่อเงิน พิมพ์นิยม" ซึ่งราคาปัจจุบันสูงถึงหลักล้านบาท หรือหลายล้านบาทเลยทีเดียว
ยุคหลวงพ่อเปรื่อง มีไวยาวัจกร และผู้ที่จัดการเรื่องบัญชีรายรับรายจ่ายของวัด 2 คน ซึ่งทำงานให้วัดมานานหลายสิบปี ก็คือ ลุงเชวง ชัยรัตน์ กับ อาจารย์พร ปั้นเพ็ง ช่วงนั้นสถานการณ์ในวัดไม่มีปัญหาขัดแย้ง โดยทางวัดมีรายได้จากการสร้างวัตถุมงคลรุ่นต่างๆ รวมๆ แล้วหลักร้อยล้านบาท กระทั่งปี 2539 หลวงพ่อเปรื่องได้มรณภาพลง ทางวัดมีการแต่งตั้ง "พระครูวิสิฐสีลาภรณ์" ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส นับแต่นั้นเองความขัดแย้งก็เริ่มก่อหวอด
จากปากคำของลุงเชวง และอาจารย์พร ซึ่งดูแลจัดการเงินวัดมาตลอด ระบุชัดว่าปัญหาภายในวัดมาจาก 2 เรื่องหลักๆ คือ ความประพฤติที่ไม่เหมาะสมกับสมณเพศของเจ้าอาวาส ซึ่งก็คือ พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ และปัญหาการบริหารจัดการเงินวัด มีการทำโครงการก่อสร้างหลายโครงการ และมีการจัดจ้างบริษัทรับเหมาซึ่งเกี่ยวข้องกับสีกาคนหนึ่ง ขณะเดียวกันการจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นหลังๆ ในยุคนี้ ก็เริ่มมีผู้มีอิทธิพลระดับท้องถิ่นจากนอกวัดเข้ามามีบทบาท ทำให้ความขัดแย้งเริ่มปะทุ โดยเฉพาะการจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นปี 55 ซึ่งมีพิธีพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ ใช้งบจากเงินบริจาคมากถึง 30 ล้านบาท ทำให้ ลุงเชวง กับอาจารย์พร ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง และมีการตั้งไวยาวัจกรชุดใหม่
กระทั่งถึงปี 57 ลุงเชวงก็ทนไม่ไหว ได้ร่างจดหมายร้องเรียนถึงเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวน ตามกฎหมายปกครองคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม และสุดท้ายมีคำสั่งให้พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ยุติการปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาส พร้อมตั้งรักษาการเจ้าอาวาสรูปใหม่ ให้เข้าไปตรวจสอบเงินบริจาคและศาสนสมบัติของทางวัด จุดนี้เองที่เป็นชนวนเหตุของความขัดแย้ง มีคดีฟ้องร้องกันมากมาย แม้คดีหลัก คือคดีที่มีการฟ้องร้องเรื่องการปลดเจ้าอาวาสรูปเดิม และตั้งรักษาการเจ้าอาวาสรูปใหม่ จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาแล้วว่าเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ปัญหาก็ยังไม่ยุติลง เพราะยังมีชาวบ้านและผู้กว้างขวางในพื้นที่ ขัดขวางการเข้าปฏิบัติหน้าที่ของคณะรักษาการเจ้าอาวาสรูปใหม่ หลายครั้งความขัดแย้งบานปลายจนเกือบเผชิญหน้า