ล่าสุด 25 กรกฎาคม 2561 ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้เปิดเแถลงข่าวชี้แจงกรณีดังกล่าว ว่า ครูวิภาได้เป็นผู้ค้ำประกันให้แก่นักเรียนที่เป็นผู้กู้ยืมตั้งแต่ปี 2541-2542 จำนวน 60 ราย ซึ่งเป็นการคำ้ประกันในส่วนค่าครองชีพให้แก่เด็ก เมื่อได้ตรวจสอบสถานะคดีของผู้กู้ยืมที่ครูวิภาได้เป็นผู้ค้ำประกันแล้ว พบว่าใน 60 รายมีผู้กู้ที่ชำระหนี้ปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว 29 ราย ชำระหนี้ตามปกติ 10 ราย ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งสิ้น 21 ราย ในจำนวนคดีที่ถูกฟ้องร้องมีการยึดทรัพย์แล้ว 4 ราย โดยทั้ง 4 รายนี้ ครูวิภาได้มาชำระหนี้ในส่วนที่ค้ำประกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกองทุน กยศ.เตรียมจะดำเนินการถอนการยึดทรัพย์ และหากครูวิภา ต้องการไล่เบี้ยคืน กยศ.ก็พร้อมในการจัดหาทนายเพื่อดำเนินการฟ้องร้องให้
ชะลอยึดทรัพย์-ตามหนี้ 17 ราย
ในส่วนที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีจำนวน 17 คดี หรือ 17 รายนั้น กยศ.ได้หารือกับกรมบังคับคดี เพื่อช่วยเหลือครูวิภาเบื้องต้นโดยจะชะลอการบังคับคดีออกไปก่อนแต่ภายในปีนี้จะไม่มีหมายศาลไปถึงครูวิภาแน่นอน ซึ่งสำหรับหนี้ของทั้ง 17 รายคิดเป็นเงินต้นที่ค้ำประกันประมาณ 190,000 บาทยังไม่รวมดอกเบี้ย แต่หากคิดรวมดอกเบี้ยอยู่ท่ี่ประมาณ 3 แสนบาท
ขณะเดียวกัน กยศ.จะเร่งติดตามสืบทรัพย์ของทั้ง 17 รายผ่านทางสำนักงานประกันสังคม กรมสรรพากร ซึ่ง กยศ.มีอำนาจดำเนินการได้ตามพ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 ในการเข้าถึงข้อมูลผู้กู้ได้ และหากพบตัวจะประสานหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อหักเงินเดือนมาชำระหนี้ กยศ. ได้
ปัจจุบัน กยศ.ได้เริ่มนำร่องหักเงินของข้าราชการกรมบัญชีกลางเป็นที่แรกและจะขยายผลเรียกเก็บเงินในข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลัง และขยายไปยังหน่วยราชการที่อยู่ในระบบจ่ายตรงเงินเดือนของกรมบัญชีกลางภายในสิ้นปี 2561 และต้นปี 2562 กยศ.จะเริ่มดำเนินการเรียกเก็บเงินเดือน โดยมีบริษัทใหญ่ที่มีจำนวนพนักงานจำนวน 1 แสนคนขึ้นไป และภายใน 2 ปีจะดำเนินทั้งระบบ
เล็งกำหนดบุคคลคนค้ำและวงเงิน
"กยศ.ไม่ได้กำหนดว่าการค้ำประกันทำได้กี่คนและวงเงินเท่าไหร่ เพราะเราต้องการให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา จึงไม่ได้เอาเรื่องการค้ำประกันมาเป็นเงื่อนไข แต่คาดว่าจากกรณีของครูวิภา กยศ. จะต้องไปสำรวจจำนวนอีกครั้ง ยังมีผู้คำ้กลุ่มหนึ่งที่อาจมีปัญหาเหมือนผู้ค้ำประกันที่เป็นครู คือกลุ่มผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งกยศ.มีคำแนะนำเบื้องต้นให้กับผู้คำ้ประกันที่ค้ำประกันนักเรียนจำนวนมากๆ ว่า ขอให้ผู้คทุกคนตรวจสอบว่านักเรียนที่ตนเป็นผู้คำ้นั้น จ่ายเงิน กยศ.เป็นปกติหรือไม่ และสามารถติดต่อสายด่วน กยศ. ได้ตลอดเวลา และอนาคต กยศ.ก็จะมาดูว่าอาจจะต้องปรับแก้ไขการกำหนดบุคคลและวงเงินการค้ำประกันต่อไป" ชัยณรงค์ กล่าว
ทั้งนี้ กระบวนการกู้ยืมเงินนั้น กยศ.จะมีการปฐมนิเทศนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อให้ความรู้ว่าในการชำระหนี้ ต้องทำอะไร ถ้าไม่ชำระหนี้จะเกิดอะไร และเมื่อเรียนจบจะมีการปัจฉิมนิเทศอีกรอบหนึ่ง ทั้งนี้ หลังเรียนจบจะมีระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปี จึงจะเริ่มกระบวนการชำระหนี้ ซึ่งผู้กู้ 1 คนกู้เฉลี่ย 1 แสนบาท
โดยกระบวนการติดตามหากผู้กู้ไม่ชำระ กองทุนจะส่งจดหมายแจ้งภาระหนี้ให้ผู้กู้ จากนั้นกองทุนจะมีส่งจดหมายติดตามหนี้ค้างชำระให้แก่ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน และมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์แจ้งเตือง มีการส่งข้อความ SMS และข้อความเสียง เพื่อให้ชำระหนี้ในระยะเวลาที่กำหนด
แต่หากผู้กู้ยืมไม่ได้รับจดหมายจากกองทุนก็สามารถตรวจสอบยอดหนี้และสถานะของตนเองได้ทางเว็บไซต์ กยศ. (www.studentloan.or.th) และหากผู้กู้ยืมค้างชำระหนี้ จะต้องเสียเบี้ยปรับในอัตรา 12% หรือ 18% ต่อปี ของเงินต้นงวดที่ค้างชำระแล้วแต่กรณี จนถึงขั้นถูกบอกเลิกสัญญาและดำเนินคดีตามกฎหมาย
ซึ่งเมื่อถูกดำเนินคดีแล้วสามารถไปขอไกล่เกลี่ยทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลได้ และชำระหนี้เป็นรายเดือนได้อีก 9 ปี หรือแม้ว่าไม่ได้ไปศาลและศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้ทั้งหมด กองทุนยังได้ให้เวลาผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาอีกระยะหนึ่ง แต่หากผู้กู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายในระยะเวลา ที่กฎหมายกำหนด กองทุนมีความจำเป็นต้องสืบทรัพย์บังคับคดีตามกฎหมาย มิฉะนั้นกองทุนจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเงินกู้ยืมเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน
"ในการติดตามหนี้ กยศ.จะติดตามจากผู้กู้ก่อน แต่ที่เกิดปัญหาผู้ค้ำประกันต้องมารับผิดชอบมีหลายกรณี คือ ผู้กู้ยังไม่มีทรัพย์ ผู้กู้มีทรัพย์แต่ไม่จ่าย และไม่มีวินัยทางการเงิน นำเงินไปใช้อย่างอื่นมากกว่ามาใช้หนี้ จึงเกิดปัญหากับผู้ค้ำประกัน ขณะเดียวกันการติดตามหนี้ก็พบปัญหาว่าผู้กู้ปิดเบอร์มือถือ และบางรายไม่อยู่ในถิ่นฐานเดิมทำให้ติดตามไม่ได้" ชัยณรงค์ กล่าว
ลูกหนี้กยศ. 5.4 ล้านคน-เงิน 5.7 ล้านบ.
ปัจจุบัน กยศ.พบว่า มีผู้กู้ยืมกยศ.ทั่วประเทศ จำนวน 5.4 ล้านราย เป็นเงิน 5.7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นผู้กู้ยืมที่กำลังศึกษาหรืออยู่ในช่วงปลอดหนี้ 1 ล้านราย ผู้กู้ยืมที่ชำระหนี้หมดแล้ว 8 แสนราย ผู้กู้ยืมที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพ 5 หมื่นราย ผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3.5 ล้านราย เป็นเงิน 4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีกลุ่มผู้ผิดนัดชำระหนี้ แต่ยังไม่ถูกดำเนินการดคี 1.2 ล้านราย เป็นเงิน 2 หมื่นล้านบาท และกลุ่มผิดนัดที่ถูกดำเนินคดี 1 ล้านราย เป็นเงิน 4.8 หมื่นล้านบาท ขอฝากถึงผู้กู้ทุกคนและทั้ง 17 รายนี้ให้มีจิตสำนึกให้มาใช้หนี้ มาแบ่งเบาภาระหนี้ให้ครู และส่งโอกาสการศึกษาให้รุ่นน้องต่อ
ลูกศิษย์ 2 รายติดต่อขอใช้หนี้คืน
ขณะที่ ครูวิภา บานเย็น กล่าวว่า ที่ผ่าน 4 รายที่ได้ชำระหนี้ไปแล้ว 92,000 บาทนั้น เพราะได้รับหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ แต่ 17 รายดังกล่าวไม่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กยศ.มาก่อน มาทราบอีกทีก็ได้รับหมายศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์แล้ว ทั้งที่ผ่านมาปฏิบัติตามมาตรการของ กยศ.มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีข่าวออกไปมีลูกศิษย์ติดต่อเข้ามา 2 ราย โทรศัพท์มาขอโทษที่ทำให้เดือดร้อนและบอกว่าจะไปปิดหนี้กยศ.ที่เหลืออยู่และจะผ่อนชำระหนี้ที่ครูจ่ายแทนไปให้เดือนละ 5 พันบาท แต่ก็ไม่มีหลักประกันอะไรว่าเขาจะดำเนินการอย่างที่พูด เพราะเป็นแค่การคุยโทรศัพท์ไม่มีหลักฐานยืนยัน
ยันไม่ยอมให้ยึดทรัพย์
"ตอนนี้ถึงแม้ กยศ.จะชะลอการบังคับคดีแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าคดีจะสิ้นสุด เพราะถ้าสืบทรัพย์ของเด็กมาไม่ได้ก็จะวนมาที่ตัวเองอยู่ดี ยังคงกังวลใจเราเจอเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2551 แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหานี้จะสิ้นสุด ไม่รู้เลยว่าจะมีหมายศาลมาถึงบ้านอีกเมื่อไร แต่บอกไว้ตรงนี้เลยว่าแม้จะมีคำสั่งยึดทรัพย์จริง ครูก็จะไปกู้เงินมานำทรัพย์ออกมาไม่ยอมให้ขายทอดตลาดอย่างเด็ดขาด เพราะทรัพย์นี้มีค่ามหาศาล และหากเป็นไปได้อยากให้การชำระหนี้ของเด็กจ่ายเป็นชื่อผู้ค้ำ เพราะเรารับภาระมาก่อนหน้านี้แล้ว ขอฝากถึงลูกศิษย์ที่ได้ดูอยู่ช่องทางไหนก็ตาม ทั้งคนที่ครูจ่ายหนี้แทนหรือยังไม่ได้จ่าย ด้วยความเป็นครูไม่เคยอยากทำร้ายลูกศิษย์ เราไม่อยากฟ้องเด็กเขาคือลูกศิษย์ แค่อยากให้มาคุยจะใช้หนี้คืนอย่างไร ซึ่งคงไม่พูดอะไรมากเพราะ คำว่า คนดี ครอบคลุมหมดทุกอย่างในเรื่องของความซื่อสัตย์ สุจริต ความมีคุณธรรมและความรับผิดชอบ" น.ส.วิภา กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ