เนชั่นทีวี

ข่าว

ปฏิรูปดีเอสไอตามป้ายกรอบคดีพิเศษใหม่ เน้นเฉพาะงานหิน

17 ก.ค. 2561 | te

ปฏิรูปดีเอสไอตามป้ายกรอบคดีพิเศษใหม่ เน้นเฉพาะงานหิน

ท่าทีของรัฐบาลที่แสดงออกชัดเจนและต่อเนื่องมานาน ว่าไม่ประสงค์จะเลือกใช้งาน "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" หรือดีเอสไอ แม้แต่ผลงานการเรียกคืนภาษีที่ถูกหลบเลี่ยงจากการสำแดงอินวอยซ์เท็จนำเข้ารถซูเปอร์คาร์ นับหมื่นล้านบาท หรือคดีค้ามนุษย์อ่างวิคตอเรีย ซึ่งพัวพันเชื่อมโยงไปถึงบิ๊กเนมหลายวงการ ก็ยังถูกท้วงติง จนดีเอสไอแทบจะถูกลบชื่อหายไปจากวงจรข่าว ไม่ได้ขยับรับคดีใหม่ เหตุเพราะกลไกทุกอย่างต้องหยุดรอการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1) แห่ง พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ


ซึ่งล่าสุดมีความชัดเจนแล้ว จากการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ 1/2561 มีมติให้ปรับลดคดีความผิดตามบัญชีแนบท้าย จากเดิมที่ดีเอสไอมีกฎหมายในความรับผิดชอบจำนวน 41 ฉบับ ปรับลดออกไป 18 ฉบับส่งคืนให้ตำรวจคงเหลือไว้ 23 ฉบับ ทั้งนี้เพื่อจำกัดบทบาทไม่ให้ดีเอสไอรับสอบสวนคดีขี้หมูราขี้หมาแห้ง ต้องขีดเส้นแบ่งคดีพิเศษกับคดีปกติ ด้วยมูลค่าความเสียหายและจำนวนผู้เสียหาย "วงเงินไม่ถึง ผู้เสียหายไม่ครบ ไม่ใช่คดีพิเศษ"



ได้แก่ คดีความผิดว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน (แชร์ลูกโซ่) ต้องมีผู้เสียหายตั้งแต่ 300 คนขึ้นไป ความเสียหาย 100 ล้านบาทขึ้นไป คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมแลกเปลี่ยนเงิน ต้องมีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) วงเงินตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป



กลุ่มคดีทรัพย์สินทางปัญญา ประกอบด้วยคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์และคดีความผิดตามกฎหมายสิทธิบัตรเดิมกำหนดให้ดีเอสไอสอบสวนเฉพาะกรณีแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย หรือโกดังเก็บสินค้า กรอบใหม่ต้องมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป



คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มูลค่าความเสียหายต้องเกิน 50 ล้านบาท คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เฉพาะคดีที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับคดีพิเศษ และมีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ คดีความผิดตามประมวลรัษฎากร คดีความผิดว่าด้วยกฎหมายศุลกากร ความเสียหายตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป คดีความผิดว่าด้วยกฎหมายสรรพสามิต ต้องเป็นยาสูบหรือยาเส้นน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งล้านกรัมขึ้นไป และมีสุราตั้งแต่ห้าพันลิตรขึ้นไป



คดีความผิดว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ ต้องเป็นคดีที่มีผลกระทบต่อระบบสารสนเทศของสถาบันการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ หรือผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ คดีตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ต้องเป็นคดีที่มีการกล่าวหานิติบุคคลหรือคนต่างด้าวที่มีสินทรัพย์ตามงบการเงินตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป



คดีความผิดว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์จะเป็นคดีพิเศษได้ต่อเข้าลักษณะ 7 ข้อ 1.มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศ 2.ได้รับคำร้องขอจากหน่วยงานภาครัฐ 3.สถานประกอบการมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้มีอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง 4.มีตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป 5.มีรายได้หรือเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์มากกว่าหนึ่งแสนบาทต่อวัน 6.ผู้กระทำความผิดมีลักษณะต่อเนื่องเป็นเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ 7.มีการกระทำในลักษณะเปิดเป็นสถานบริการขนาดใหญ่ เปิดทำการอย่างเห็นได้ชัดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย



คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยแร่ ต้องมีแร่ตั้งแต่ห้าพันตันขึ้นไป มูลค่า 50 ล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้างโดยมีเนื้อที่รวมกันตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย มูลค่าความเสียหายต้องเกิน 50 ล้านบาท หรือมีผู้เสียหายตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ต้องเป็นคดีที่มีไม้สักหรือไม้พะยูงตั้งแต่ 50 ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป



คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ และคดีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ต้องเป็นคดีที่มีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ไร่ หรือมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป



หลังจากนี้ เท่ากับว่าคดีนอกเหนือจากบัญชีแนบท้าย 23 ฉบับ แทบไม่ต้องหวังให้เป็นคดีพิเศษ เพราะมีท่าทีชัดๆ ผ่านการประชุมรับคดีพิเศษ ซึ่งควรประชุม 2 เดือนครั้ง ก็เหลือเป็นทั้งปีประชุม 1-2 ครั้ง โดยล่าสุดคดีอาญาที่ขอให้โอนเป็นคดีพิเศษ เป็นการหายตัวไปของ พอละจี รักจงเจริญ หรือกะเหรี่ยงบิลลี่ ซึ่งตำรวจสอบสวนมาจนสุดทาง แต่ไม่ได้คำตอบ



ในกระแสเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจ ยังต้องจับตาต่อไปว่า สะเก็ดจะกระเด็นใส่ดีเอสไออย่างไร...ต่อไป

ข่าวล่าสุด