เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดใจ หมอบัดดี้ดำน้ำ "หมอแฮร์ริส"

16 ก.ค. 2561 | te

เปิดใจ หมอบัดดี้ดำน้ำ "หมอแฮร์ริส"

ดร.เครก ชัลเลน สัตวแพทย์เกษียณจากเมืองเพิร์ธ ผู้เชี่ยวชาญดำน้ำในถ้ำและเพื่อนของดร.ริชาร์ด แฮร์ริส วิสัญญีแพทย์ ที่มาร่วมภารกิจช่วยพาทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมีและโค้ช 13 คน ออกจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการข่าวเชิงสืบสวน "โฟร์ คอนเนอร์ส"ที่จะออกอากาศแบบเต็มคืนนี้เวลา 20.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นช่องเอบีซี เกี่ยวกับการประเมินสุขภาพของเด็กและโค้ช จนถึงเตรียมความพร้อมพาทั้ง 13 คนออกมาในปฏิบัติการกู้ภัยที่นักดำน้ำต่างชาติหลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังไม่อยากเชื่อว่าจะสำเร็จ 




ในการบอกเล่าเชิงลึกครั้งแรก ดร.ชัลเลน ยืนยันว่า มีการวางยาเด็กและโค้ชเพื่อทำให้สงบ เนื่องจากสิ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น ก็คือคนใดคนหนึ่งเกิดอาการตื่นกลัวขึ้นมา จากความหวาดกลัวเมื่อถูกสวมหน้ากากเต็มหน้าโดยไม่มีประสบการณ์มาก่อน แล้วถูกลากดึกออกจากถ้ำเพื่อเดินทางราว 3 ชั่วโมง




เมื่อตอนได้รับการติดต่อ ดร.ชัลเลน  และ ดร.แฮร์ริส เก็บกระเป๋าเตรียมเดินทางไปเที่ยวแล้วในวันรุ่งขึ้น  แต่เมื่อเปลี่ยนใจ เขามีเวลา 45 นาทีในการบึ่งไปสนามบิน เขารื้อกระเป๋า วางแผนใหม่ และฉวยอุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับทริปนี้และเดินทางทันที 




มาถึงหน้างานเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม ทั้งคู่ดำน้ำเข้าไปในถ้ำเพื่อไปประเมินสุขภาพของเด็กและโค้ช  "พวกเขา(เด็กชาย)ดีใจแบบไม่เก็บอาการที่เห็นพวกเรา ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่าการที่พวกเขาต้องอยู่ในที่แบบนั้น 9 วันตัดขาดโลกภายนอกมันเป็นอย่างไร น่าประหลาดใจแบบดีใจที่พบว่าพวกเขายังมีขวัญกำลังใจดีมาก  




ณ เวลานั้น เด็กและโค้ชมีหน่วยซีลไทยดูแล 4 คน และพวกเขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ดูแลและปลุกขวัญตลอดเวลา ดังนั้น สภาพโดยรวม ดีมาก พวกเขาได้กินอาหารมาแล้ว 2-3 วันหลังจากไม่มีอาหารตกถึงท้อง 9 วัน กินแต่น้ำเล็กน้อย กระนั้นบางคนก็ตัวเล็กและผอมมาก มี 2 คนหนักแค่ 30 ก.ก. พวกเขาตัวจิ๋วมากจริงๆ  ไม่แน่ใจว่าพวกเขารู้ข้อเท็จจริงหรือไม่ว่าน้ำกำลังจะท่วม และอะไรคือผลที่ตามมา




"ในการดำนำเข้าไปครั้งแรก เราใช้เวลาแค่ 45 นาที แฮร์รี (หมอแฮร์ริส ) ตรวจสภาพของพวกเขา มองไปรอบๆและคิดว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง"  



หมอชัลเลน กล่าวว่า ปฏิบัติการนี้ใช้เวลามาก และต้องต่อสู้กับอันตราย เพราะเพียงแค่คุณผิดพลาดเพียงนิดเดียว ที่ทำให้อุปกรณ์ช่วยหายใจไม่ทำงานอย่างเหมาะสม หรือรั่ว หรือเกิดอะไรทำนองนั้นโดยที่เราอาจไม่รู้   การอยู่ใต้น้ำอีก ชั่วโมงครี่ง ถึงสองชั่วโมง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันไม่มีทางที่จะกู้ชีพ หรือทำอะไรก็ตามในแบบนั้นได้ 




รายการ โฟร์ คอนเนอร์ส ยังอ้างแหล่งข่าวทางการด้วยว่า ดร.ชัลเลนกับดร.แฮร์ริส ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองทางการทูต ก่อนเริ่มภารกิจสุดเสี่ยง หลังการเจรจาตกลงกันระหว่างรัฐบาลออสเตรเลียกับรัฐบาลไทย กรณีมีความผิดพลาดเกิดขึ้น 




ส่วน พล.อ.ต.ร.ต.ชาร์ลส ฮอดจส์ จาก ยูเอส มิชชัน คอมมานด์ กล่าวว่า การตัดสินใจช่วยชีวิตเด็กด้วยการให้ดำน้ำ เป็นทางเลือกสุดท้าย แต่ความคิดจะให้เด็กอยู่ในถ้ำจนกว่าน้ำจะลดถูกตัดออกไป หลังประเมินจำนวนรอบของการดำน้ำส่งอาหารให้พวกเขาในช่วง 4-5 เดือนข้างหน้า โดยแม้จะส่งเพียงมื้อเดียวต่อวัน ก็ต้องส่งถึง 1,800 มื้อ ดำน้ำ 18 เที่ยว และที่ไม่เลือกวิธีนี้ ก็เพราะฝนที่จะตกลงมาอีกไม่ช้า จะทำให้วิธีนี้เป็นไปไม่ได้เลย 




ตลอด 3 วัน ดร.แฮร์ริสอยู่ที่เนินนมสาว หรือที่เรียกว่า "โถง 9" กับทีมหมูป่า ช่วยเตรียมความพร้อมพาออกจากถ้ำทีละคน 




เจสัน มัลลิสัน นักดำน้ำของคณะกรรมการกู้ภัยผู้ติดถ้ำแห่งอังกฤษ ( BCRC )  ให้สัมภาษณ์ว่า "ดร.แฮร์ริสเป็นแกนหลักที่สำคัญของปฏิบัติการทั้งหมด ถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ มารยาทข้างเตียง (bedside manner) ถูกนำมาใช้ตอนที่เขาอยู่กับเด็กๆ พูดคุย ทำให้พวกเขาสงบ และเป็นส่วนหนึ่งในการส่งพวกเขาออกไปจากถ้ำ ส่วนเราก็เป็นเพียงแค่ผู้นำส่ง" 





 มัลลินสัน เป็นหนึ่งในทีมนักดำน้ำชาวอังกฤษ 4 คน ที่ทำหน้าที่ลำเลียงเด็กๆ ออกจากโถง 9 ไปยังโถง 3  ซึ่งมัลลิสัน เล่าตอนที่ดำน้ำผ่านความมืด แคบและคดเคี้ยวว่า "พวกเราพยุงเด็กอยู่ ไม่ด้านซ้ายก็ด้านขวา จับหลัง หรือจับหน้าอกไว้ ผ่านช่วงน้ำท่วม 5-6 จุด  ซึ่งในการกู้ภัยวันแรกยังพอมองเห็นทางในระยะ 1 เมตร จึงไม่ต้องจับเชือก แต่ในวันสุดท้าย ไม่เห็นอะไรเลย "มันต้องใช้พลังทางใจแบบเหลือล้น ผมต้องแนบเด็กไว้ติดกับตัวจนศีรษะกระแทกกับหินครั้งแรก ทัศนวิสัยแย่มาก มองไม่เห็นโขดหินเลยจนชนเข้าไปแล้วนั่นแหล่ะ หลังจากดำน้ำสุดหินเข้าไปในโถง 8 จะเป็นทางแห้งยาวๆ จุดนั้น ดร.ชัลเลนประจำการอยู่เพื่อปฏิบัติการกู้ชีพเป็นส่วนใหญ่บริเวณตรงนั้นเป็นเนินทรายและกองหินราว 200 เมตร  ผมปลดอุปกรณ์ต่างๆออก เคลื่อนย้ายพวกเขาข้ามมา ก่อนสวมหน้ากากเต็มหน้าและอุปกรณ์ทุกอย่างกลับไปเข้าใหม่ และพาพวกเขาไปส่งต่อ 




ที่โถงสาม ทีมกู้ภัยจากสหรัฐเข้ามารับช่วงต่อจากนักดำน้ำ พร้อมด้วยทีมแพทย์ของไทยมารับไปยังโรงพยาบาลสนาม หลังประเมินและปฐมพยาบาลเบื้องต้น จึงส่งต่อไปที่โรงพยาบาล




ขณะที่ จ่าอากาศเอกเดเร็ค แอนเดอร์สัน ซึ่งเป็นผู้บัญชาการปฏิบัติการดำน้ำของสหรัฐฯ บอกว่า ทีมของเขากับทีมผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำนานาชาติ มีการซ้อมกันก่อนปฏิบัติการจริง โดยใช้เด็กๆ ในท้องถิ่นไปซ้อมกันในสระว่ายน้ำใกล้โรงเรียนของพวกเขา โดยความช่วยเหลือจากหน่วยซีลไทย ในการจัดหาเด็กที่มีอายุ รูปร่างและความสูงใกล้เคียงกับเด็กๆ ที่อยู่ในถ้ำ ส่วนในพื้นที่จริง ก็มีการฝึกทีมหมูป่ากับโค้ช มีการซักซ้อมเรื่องการสวมชุดดำน้ำ, เสื้อชูชีพ, สวมหน้ากากดำน้ำแบบเต็มหน้าและตรวจสอบเพื่อความมั่นใจว่า พวกเขาสามารถหายใจได้ 


แอนเดอร์สัน กล่าวด้วยว่า มีเพียงสองอย่างที่จะทำให้เด็กไม่รอด นั่นคือ หน้ากากดำน้ำหลุด และน้ำเข้าไปในหน้ากาก ซึ่งไม่สามารถทำอะไรได้เมื่ออยู่ใต้น้ำ กับอากาศหมด 




"คุณจะบอกเด็กอย่างไรก็ได้ที่อยากจะพูด แต่พอนำเด็กลงน้ำในสถานการณ์จริง มีความเสี่ยงสูงที่พวกเขาจะตื่นตระหนก" 


หลังภารกิจลุล่วงวันที่ 3 แอนเดอร์สัน กล่าวว่า วินาทีที่คนสุดท้ายออกจากถ้ำ และทุกคนล้วนยืนอยู่ตรงนั้น พวกเราถึงได้รู้ตัวและอารมณ์หลากหลายประเดประดัง  เป็นความรู้สึกกระแทกเข้ามาว่า เราเพิ่งได้ทำอะไรบางอย่างสำเร็จลุล่วงด้วยงานทีมงานขนาดมหึมา ผมไม่เคยทำอะไรเสี่ยงแบบนี้มาก่อนเลย

ข่าวล่าสุด