ท่ามกลางภาพการเงินดูเหมือนจะมีเสถียรภาพมากขึ้น จากการที่ฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศมีจำนวนสูงถึง 220,000 ล้านดอลลาร์ และฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลราว 10% ของจีดีพี เปรียบเทียบกับปี 1997 มีภาพที่ค่อนข้างแตกต่างกัน เนื่องจากฐานะการเงินทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงไปอยู่ที่ระดับเป็น 0 ในขณะนั้น จากการที่ต้องสูญไปกับการปกป้องค่าเงินบาทที่ถูกโจมตีจาก Hedge Funds ในต่างประเทศ ขณะที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 9% ของจีดีพี รวมทั้งการส่งออกมีอัตราที่ติดลบ
ขณะที่ทรัมป์เล็งตั้งกำแพงภาษีนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศครั้งใหญ่ หวังใช้เป็นอาวุธปกป้องเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และลดขาดดุลการค้าของสหรัฐ เตรียมเปิดเผยการตรวจสอบการนำเข้ารถยนต์ในอีก 3-4 สัปดาห์ข้างหน้า นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐได้เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางไปนิวเจอร์ซีย์ โดยระบุว่า สหรัฐไม่ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมจากองค์การการค้าโลก (WTO) แต่ก็ยังไม่มีความคิดที่จะถอนสหรัฐออกจาก WTO แต่อย่างใด หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับ
1. สงครามการค้า! ความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบเงินทุนไหลออก เงินบาทอ่อนค่า และตลาดหุ้นเสี่ยงชาลง ในช่วงครึ่งหลังปี 2018 ย้อนภาพบทเรียนวิกฤติต้มยำกุ้งวันที่ 2 กรกฎาคม 21 ปีนักลงทุนไทยต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น หลังจากความไม่แน่นอนและความผันผวนของตลาดการเงินโลกทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนทั่วโลกพากันจับตาผลกระทบของสงครามการค้าระลอกแรกจากการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้า เนื่องจากการตอบโต้ทางการค้ารพะหว่างสหรัฐและจีนจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 6 กรกฎาคม เป็นมูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์จะส่งผลกระทบอย่างไร
2. "วิกฤติต้มยำกุ้ง" ในวันครบรอบ 21 ปี 2 กรกฎาคม 2018 ยังคงเป็นภาพของบทเรียนที่ต้องย้อนรำลึกสำหรับการบริหารเศรษฐกิจ และธุรกิจของไทยต้องดำเนินไปด้วยความระมัดระวัง และเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ในปีนี้เศรษฐกิจในภาพรวมแม้จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าอัตราการเติบทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี จะขยายตัวที่เพิ่มขึ้นถึงระดับ 4.5% ซึ่งเป็นการปรับคาดการณ์ที่สูงขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ต้นปีที่ระดับ 4.1% เนื่องจากการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นโดยคาดว่าจะขยายตัวถึง 9% ทั้งปีนี้ ประกอบกับการลงทุนและการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคในประเทศที่ดีขึ้น
ขณะที่ภาพการเงินดูเหมือนจะมีเสถียรภาพมากขึ้น จากการที่ฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศมีจำนวนสูงถึง 220,000 ล้านดอลลาร์ และฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลราว 10% ของจีดีพี เปรียบเทียบกับปี 1997 มีภาพที่ค่อนข้างแตกต่างกัน เนื่องจากฐานะการเงินทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงไปอยู่ที่ระดับเป็น 0 ในขณะนั้น จากการที่ต้องสูญไปกับการปกป้องค่าเงินบาทที่ถูกโจมตีจากกองทุนเก็งกำไรพวกที่เป็น Hedge Funds จากต่างประเทศ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบสูงถึง 9% ของจีดีพี รวมทั้งการส่งออกมีอัตราที่ติดลบ
ดังนั้น ภาพความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปีนี้ ที่มาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ก็คือปัญหาความตึงเครียดของสงครามการค้าที่กำลังทวีคูณมากขึ้น รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นต่อเนื่องในสหรัฐ ส่งผลต่อตลาดการเงินโลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น กระทบเป็นความเสี่ยงขาลงในตลาดเงินไทย ที่อาจจะต้องเผชิญกับปัญหากระแสเงินทุนไหลออกมากขึ้น รวมทั้งทิศทางเงินบาทที่อ่อนค่าลงในชาวงครึ่งหลังของปีนี้
3. โดยภาพความเสี่ยงของตลาดการเงินไทยจากความไม่แนนอนในต่างประเทศเริ่มมีความชัดเจนต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยที่ยังมีความเสี่ยงขาลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยที่ดัชนีราคาหุ้นไทยร่วลงถึง 257 จุด หรือ 14% ในช่วงครึ่งปีแรก ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,599 เมื่อวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน เนื่องจากแรงเทขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่มีเม็ดเงินสูงกว่า 185,000 ล้านบาท ถึงแม้ว่า การซื้อขายในวันสุดท้ายของครึ่งปีแรกมีการซื้อสุทธิ 2,823 ล้านบาทก็คาม
ทิศทางส่วนเงินบาทมีค่าลดลงราว 7% จากต้นปีนี้ มาแตะระดับล่าสุดที่ 33.13 บาทต่อดอลลาร์ ยังเสี่ยงในทิศทางที่อ่อนค่าลง
4. ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุถึงการตรวจสอบเพื่อประเมินว่ารถยนต์และรถบรรทุกที่นำเข้าจากต่างประเทศเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติหรือไม่ จะดำเนินการเสร็จสิ้นใน 3-4 สัปดาห์ข้างหน้านี้
และหากว่าผลการตรวจสอบออกมาอย่างชัดเจน ทำให้สหรัฐตัดสินใจเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ตามที่เคยขู่ไว้ก่อนหน้านี้ จะส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น, ยุโรป และประเทศอื่นๆ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
5. ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐได้เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวโดยระบุว่า สหรัฐไม่ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมจากองค์การการค้าโลก (WTO) แต่ก็ยังไม่มีความคิดที่จะถอนสหรัฐออกจาก WTO แต่อย่างใด หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการที่รัฐบาลสหรัฐจัดทำร่างกฎหมายใหม่ หวังกำหนดภาษีนำเข้าเองโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส จากรายงานนของ Axios ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวในสหรัฐ
รายงานเกี่ยวกับการจัดทำร่างกฎหมายใหม่ซึ่งมีเป้าหมายที่จะกำหนดอัตราภาษีนำเข้าเองฉบับที่ไม่ต้องได้รับการยินยอมจากสภาคองเกรสนี้ มีชื่อว่า"United States Fair and Reciprocal Tariff Act มีลักษณะเนื้อหาที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งหากร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการอนุมัติแล้ว จะถือว่าสหรัฐไม่ปฏิบัติตามระเบียบของ WTO เข้าลักษณะเป็นการถอนตัวจาก WTO โดยทางพฤตินัย
ขณะที่สตีเวน มนูชิน รัฐบมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวการที่สหรัฐจะถอนตัวจาก WTO นั้น ไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ที่แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า มีความกังวลเกี่ยวกับ WTO ยังมีบางแง่มุมที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งจีนและประเทศอื่นใช้ WTO ในการเอาเปรียบสหรัฐ แต่สหรัฐยังมีความสนใจในการค้าเสรี และการทำลายกำแพงการค้าซึ่งการที่สหรัฐจะถอนตัวออกจาก WTO จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส