- บทสรุป16ทีมสุดท้าย"เวิลด์คัพ2018" - ได้บทสรุปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ 16 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ของศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ซึ่งวันนี้เราจะมีติดตามการเจอกันของทั้ง 8 คู่ รวมถึงเส้นทางของแต่ละทีมในการสู้ศึกนับจากนี้

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

หากไม่นับ "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี ที่ตกรอบแบ่งกลุ่มแบบพลิกความคาดหมายแล้ว บรรดาทีมเต็งรายอื่นๆต่างก็พาเหรดผ่านเข้ารอบมาได้ทั้งหมด รวมถึงมีทีมม้ามืดอีกหลายรายที่พลิกสถานการณ์จนผ่านเข้ารอบมาได้
สำหรับในรอบ 16 ทีมสุดท้าย สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าทีมใดจะได้เจอกันบ้าง โดยไม่ได้ใช้วิธีการจับสลากประกบคู่เหมือนในศึกฟุตบอลถ้วยยุโรปอย่างที่แฟนบอลชาวไทยคุ้นเคยกัน ประกอบกับการที่บางทีมโชว์ฟอร์มผิดไปจากที่คาดไว้ในรอบแบ่งกลุ่ม ส่งผลให้รอบ 16 ทีมสุดท้ายนี้ มีทีมใหญ่โคจรมาพบกันเองด้วย
สำหรับรอบน็อกเอ๊าต์ของศึกฟุตบอลโลก 2018 จะประเดิมด้วยการแข่งขันในสายบน เริ่มจากคู่ "ยักษ์ชนยักษ์" ฝรั่งเศส พบ อาร์เจนติน่า ในวันที่ 30 มิถุนายน เวลา 21.00 น. ซึ่งฝรั่งเศสแม้ว่านักเตะบางรายจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงฟอร์มการเล่นพอสมควร แต่ก็ยังเข้ารอบมาได้ในฐานะแชมป์กลุ่มซี ส่วนอาร์เจนติน่าโชว์ฟอร์มน่าผิดหวังอย่างหนักชนิดไม่เหลือลายเต็งแชมป์ แต่ก็เอาตัวรอดมาได้จากชัยชนะเหนือ ไนจีเรีย ในนัดสุดท้าย จึงน่าติดตามว่าหลังจากผ่านวิกฤติในรอบแบ่งกลุ่มมาได้แล้ว พลพรรค"ฟ้าขาว"จะเรียกฟอร์มเก่งกลับมาในรอบนี้ได้หรือไม่-------------อีกคู่หนึ่ง อุรุกวัย ทีมแชมป์กลุ่มเอ พบ โปรตุเกส รองแชมป์กลุ่มบี นับเป็นการเจอกันของทีมที่มีสุดยอดกองหน้าอยู่ในทีม คือสองคู่หู หลุยส์ ซัวเรซ กับ เอดินสัน คาวานี่ ของอุรุกวัย กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงของโปรตุเกสที่ซัดไปแล้ว 4 ประตูในทัวร์นาเม้นท์นี้ โดยผู้ชนะของคู่นี้ก็จะไปเจอกับผู้ชนะระหว่างฝรั่งเศสกับอาร์เจนติน่าต่อไป-------------อีกคู่ในสายบน บราซิล แชมป์โลก 5 สมัย จะพบกับ เม็กซิโก โดยบราซิลแม้ว่าจะเริ่มต้นไม่สวยด้วยการทำได้แค่เสมอสวิตเซอร์แลนด์ แต่หลังจากนั้นก็คืนฟอร์มจนคว้าแชมป์กลุ่มอี.ได้สำเร็จ ส่วนเม็กซิโกกลายเป็นทีมที่น่าจับตามองทันทีหลังจากพลิกล็อกโค่นแชมป์เก่าอย่างเยอรมนีได้ตั้งแต่นัดแรก นี่ก็จะเป็นอีกคู่ซึ่งเป็นการเจอกันของสองยอดทีมที่มีลีลาในเกมรุกอันน่าตื่นตาตื่นใจ-------------คู่สุดท้ายในสายบน เป็นการเจอกันระหว่าง เบลเยี่ยม กับญี่ปุ่น โดยเบลเยี่ยมชุดนี้ได้ชื่อว่าเป็นชุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ จากการมีนักเตะระดับโลกอยู่ล้นทีม และในรอบแบ่งกลุ่มก็โชว์ฟอร์มหรูด้วยการเก็บชัยชนะได้ทั้ง 3 นัด พร้อมยิงไปถึง 9 ประตู กลายเป็นทีมที่ทำประตูได้มากที่สุดในรอบแบ่งกลุ่ม ส่วนญี่ปุ่นกลายเป็นชาติตัวแทนหนึ่งเดียวจากเอเชียที่ทะลุมาถึงรอบน็อกเอาท์ได้ จากการเล่นที่เต็มไปด้วยวินัยและสู้ไม่ถอยในทุกนัดที่ลงสนาม จึงน่าสนใจว่าแนวรับของญี่ปุ่นจะต้านทานเกมรุกที่เปี่ยมประสิทธิภาพของเบลเยี่ยมได้หรือไม่ โดยผู้ชนะของเกมนี้ จะไปเจอกับผู้ชนะระหว่างบราซิลกับเม็กซิโกต่อไป รวมถึงอาจจะได้ไปเจอกับทีมแกร่งอย่างอาร์เจนติน่า, ฝรั่งเศส หรือโปรตุเกส ได้ในรอบรองชนะเลิศด้วย-------------ส่วนในสายล่าง แม้ว่าจะไม่ได้มีทีมเต็งแชมป์มาอยู่สายเดียวกันเหมือนใน 4 คู่แรก แต่ก็ถือเป็นสายที่มีแต่ทีมที่มีฝีเท้าสูสีกันทั้งสิ้น โดยคู่ที่น่าสนใจที่สุดอยู่ที่การเจอกันของ สเปน กับเจ้าภาพ รัสเซีย โดยสเปนต้องเจอวิกฤติตั้งแต่ยังไม่เริ่มทัวร์นาเม้นท์เมื่อต้องเปลี่ยนแปลงกุนซือใหม่มาเป็น เฟร์นานโด เอียร์โร่ เพียงแค่ 2 วันก่อนที่ศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น แต่ เอียร์โร่ และลูกทีม ก็รวมใจเป็นหนึ่งเดียวจนสามารถคว้าแชมป์กลุ่มมาได้สำเร็จ ส่วนทางฝั่งรัสเซียถือเป็นอีกทีมที่โชว์ฟอร์มได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ โดยยิงไปถึง 8 ลูกในรอบแบ่งกลุ่ม เป็นรองแค่ เบลเยี่ยม ชาติเดียวเท่านั้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอาการบาดเจ็บของนักเตะหลายราย โดยเฉพาะ อลัน ซาโกเยฟ จอมทัพคนสำคัญของทีมที่ยังไม่รู้ว่าจะฟิตทันลงสนามได้เมื่อไหร่-------------คู่ต่อมา โครเอเชีย จะพบกับ เดนมาร์ก โดยโครเอเชียถือเป็น 1 ใน 3 ทีมที่เก็บชัยชนะได้ทุกนัดในรอบแบ่งกลุ่ม โดยเฉพาะการถล่มอาร์เจนติน่า 3-0 แถมยังเพิ่งจะเสียไปแค่ลูกเดียวเท่านั้นในทัวร์นาเม้นท์นี้ ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่า โครเอเชีย อาจจะเป็นทีมม้ามืดประจำรายการนี้ได้เช่นกัน เพราะทั้งทีมมีสมดุลทั้งรุกและรับ ส่วนเดนมาร์กแม้ว่าจะไม่ได้โชว์ฟอร์มโดดเด่นมากนัก แต่จากการที่มี คริสเตียน เอริคเซ่น จอมทัพจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ อยู่ในทีม ก็ทำให้ประมาทไม่ได้เช่นกัน โดยผู้ชนะคู่นี้จะเข้าไปเจอกับผู้ชนะระหว่าง สเปน กับ รัสเซีย ต่อไป-------------อีกคู่หนึ่งเป็นการเจอกันของสองทีมจากยุโรปเช่นกัน โดย สวีเดน จะพบกับ สวิตเซอร์แลนด์ โดยสวีเดนมีจุดเด่นที่ทีมเวิร์คอันยอดเยี่ยมรวมถึงการเปลี่ยนเกมจากรับเป็นรุกที่มีประสิทธิภาพ ส่วนสวิส แม้จะถูกแฟนบอลมองข้ามมาตลอด แต่ความสามารถของจอมเทคนิคอย่าง เซอร์ดาน ชากิรี่ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สวิสชุดนี้สามารถพลิกสถานการณ์ของเกมได้ทุกเวลา-------------คู่สุดท้าย "สิงโตคำราม" อังกฤษ จะพบกับ โคลอมเบีย โดยอังกฤษชุดนี้แม้ว่าจะไม่ได้มีซูเปอร์สตาร์อยู่ล้นทีมเหมือนสมัยสิบกว่าปีก่อน แต่จากฟอร์มอันร้อนแรงของ แฮร์รี่ เคน ดาวยิงจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่ซัดไปแล้ว 5 ลูก นำเดี่ยวเป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเม้นท์อยู่ในเวลานี้ ก็มีโอกาสเช่นกันที่จะได้เห็นสิงโตคำรามผ่านเข้ารอบลึกๆได้ ส่วนโคลอมเบียแม้จะประเดิมด้วยการพ่ายญี่ปุ่นจนถึงขั้นนักเตะในทีมถูกมาเฟียขู่เอาชีวิต แต่ก็เรียกฟอร์มเก่งจนกลับมาถล่มโปแลนด์และเฉือนชนะเซเนกัล คว้าแชมป์กลุ่มเอชได้สำเร็จอย่างสวยงาม โดยผู้ชนะคู่นี้จะเข้าไปพบกับผู้ชนะระหว่าง สวีเดน กับ สวิตเซอร์แลนด์ ต่อไป