ภารกิจการช่วยชีวิต 13 เยาวชนและโค้ชทีมฟุตบอลที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง มีประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่ และยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันมากนัก ก็คือสภาพร่างกายในภาวะขาดอาหารของกลุ่มเยาวชนที่ติดอยู่ในถ้ำ "ล่าความจริง" พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ เพื่อตรวจสอบว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่กระทบกับร่างกาย อย่างเช่น อุณหภูมิ สภาพอากาศ และการปรับตัวตามกายภาพ รวมถึงสิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อช่วยชีวิตเยาวชนทั้งหมดออกมาได้

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

เริ่มที่ประเด็นแรก เรื่องของสภาพร่างกาย ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ อธิบายกับ "ล่าความจริง" ว่า กลุ่มคนที่เข้าไปติดอยู่ในถ้ำกลุ่มนี้ ถือว่ามีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง แม้จะอายุน้อย แต่ร่างกายก็โตเต็มวัยเหมือนผู้ใหญ่ ซึ่งโดยปกติ ร่างกายคนทั่วไปสามารถอยู่ในภาวะที่มีแต่น้ำได้นานเป็นอาทิตย์ (หมายถึงไม่มีอาหารก็อยู่ได้) สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีอากาศหายใจ ซึ่งประเด็นนี้ไม่น่าห่วง เพราะในถ้ำมีโถงที่โล่งพอให้อยู่กันได้เป็นกลุ่มๆ ไม่มีปัญหาแย่งอากาศกัน

สิ่งที่น่าห่วงมากกว่าในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ก็คือ คุณภาพอากาศ เพราะในถ้ำจะมีกลิ่นสารอินทรีย์ปะปนอยู่ด้วย มีก๊าซที่เกิดจากการหมักในชั้นใต้ดินธรรมชาติ และมีน้ำที่หมักสารพวกนี้เอาไว้ ซึ่งคนที่อยู่ข้างในต้องสูดดมตลอดเวลา นอกจากนั้นในถ้ำที่มีน้ำไหลผ่าน พวกถ้ำธารลอด แน่นอนว่าต้องมีความชื้นสูงมาก คนที่อยู่ข้างในก็จะไม่สบายตัว ถ้าต้องติดอยู่เป็นเวลานาน

สิ่งที่น่าห่วงต่อมาคือ อุณหภูมิ ตามปกติถ้าอุณหภูมิลดต่ำลงไม่มาก ระบบในร่างกายจะปรับตัว ทำให้มีการเผาผลาญต่ำ ที่เราเรียกกันว่า "ร่างกายเข้าสู่ภาวะจำศีล" จะมีการดึงไขมันที่สะสมเอาไว้ออกมาใช้ ทำให้สามารถอยู่ได้นานหลายวัน (ถ้าติดอยู่นาน คนที่อยู่ข้างในก็จะผอมลงอย่างเห็นได้ชัด) แต่ร่างกายคนเราไม่ใช่ว่าจะทนกับอุณหภูมิที่ลดต่ำลงได้มากๆ ปกติร่างกายคนเรามีอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียสกว่าๆ แต่ภาวะที่น่าห่วงคือ เมื่ออุณหภูมิร่างกายลดลงมาต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส จะมีภาวะที่เราเรียกว่า "ไฮโปเธอร์เมีย" ถ้ามาถึงจุดนี้ถือว่าอันตรายมาก

"ไฮโปเธอร์เมีย" ก็คือ อาการผิดปกติของร่างกายที่เกิดขึ้นจากการที่อุณหภูมิของร่างกายลดลงต่ำลงมาก คือต่ำกว่าปกติ 1-2 องศา เกิดได้จากหลายปัจจุบัน เช่น อากาศหนาวเกินไป อยู่ในที่ชื้้น ร่างกายเปียกปอนนานๆ เป็นต้น อาการในขั้นต้น คือ สั่น จากนั้นจะเริ่มเสียการควบคุมบริเวณมือ เช่น มือเริ่มแข็งและชา เสียงแหบ ตาพร่ามัว หายใจขัด ถ้าเป็นหนักๆ จะเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้ช้าลง หายใจสะดุด ปากและหูเริ่มคล้ำ สุดท้ายอาจมีอันตรายถึงชีวิต

อีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับร่างกาย หากไปติดอยู่ในถ้ำนานๆ ก็คือ การตอบสนองต่อความมืด เมื่อไหร่ที่เราอยู่ในที่ที่มืดมากๆ กลไกในร่างกายจะสั่งการให้เราหยุดเคลื่อนไหว ภาวะที่น่าห่วงคือความเครียด เพราะการรออย่างเดียว แน่นอนว่าคงเครียดมาก แต่กลุ่มที่เข้าไปมีหลายคน ก็น่าจะให้กำลังใจกันจนผ่านจุดนั้นมาได้

สรุปก็คือ ร่างกายของกลุ่มน้องๆ ที่ติดอยู่ในถ้ำ ตอนนี้ยังไม่น่าห่วงมากนัก เพราะน้องๆ เป็นนักกีฬา น่าจะมีสภาพร่างกายที่แข็งแรง ส่วนทีมปฏิบัติการช่วยเหลือก็กำลังทำงานกันอย่างเต็มที่ อาจต้องรอเวลากันอีกนิด หลังจากช่วยเหลือมาได้แล้ว สิ่งที่แพทย์แนะนำเลยก็คือ ต้องให้ทุกคนเข้าสู่กระบวนการปรับสภาพจิตใจ เพราะภาวะที่ต้องเจอความมืดนานๆ อาจส่งผลกระทบได้ และจริงๆ แล้ว ถ้าเป็นไปได้ ต้องไม่ลืมดูแลสภาพจิตใจของกลุ่มญาติที่มารอการช่วยเหลือผู้สูญหายด้วย