นอกจากนี้ ความกังวลยังได้ลามกระทบถึงบริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในเยอรมนีอีก 2 แห่ง ทั้ง BMW และ Volkswagen รวมทั้งบริษัทรถยนต์ในสหรัฐเอง เช่น General Motors Co., Fiat Chrysler Automobiles, Ford Motor Co. และ Tesla Inc.
ขณะที่ทางการจีนออกโรงเตือนนโยบายการค้าสหรัฐอาจส่งผลกระทบแรงงานและภาคการเกษตรของสหรัฐเอง
1. บริษัทเดมเลอร์ เอจี ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเยอรมนี ได้ออกหนังสือเตือนถึงนักลงทุน เกี่ยวกับรายได้ของบริษัทในปี 2018 ที่อาจจะลดลงต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐ โดยราคาหุ้นดิ่งลง 4.3% เมื่อวันพฤหัสฯ
หนังสือเตือนของเดมเลอร์ ระบุว่า ความขัดแย้งในด้านการค้าและมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้บริษัทมีรายได้ต่ำกว่าการคาดการณ์ในปีนี้ โดยคาดว่าจะมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีในปี 2018 ลดลง เมื่อเทียบกับปี 2017
2. ขณะเดียวกันเดมเลอร์ยังได้ระบุอีกว่า บริษัทไม่สามารถจะชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งดังกล่าว ด้วยการย้ายฐานการผลิตไปยังตลาดอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายการผลิตรถยนต์รุ่นยอดยอดนิยม อย่างเช่น รถ SUV ที่เป็นแบรนด์ Mercedes-Benz ที่ตั้งอยู่ในเมืองแวนซ์ รัฐอลาบามาของสหรัฐ กำลังได้รับความสนใจจากตลาดเป็นอย่างมาก
ในปีที่แล้ว โรงงานของเดมเลอร์ในเมืองแวนซ์ได้ผลิตรถยนต์ SUV ออกมาเกือบ 286,000 คัน และส่งออกไปยัง 135 ประเทศทั่วโลก
อีกทั้งความกังวลยังได้ลามกระทบถึงบริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในเยอรมนีอีก 2 แห่ง ทั้ง BMW และ Volkswagen รวมทั้งบริษัทรถยนต์ในสหรัฐเอง เช่น General Motors Co., Fiat Chrysler Automobiles, Ford Motor Co. และ Tesla Inc.
3. ทางการจีนได้ออกมาเตือนว่า นโยบายการค้าของสหรัฐจะกลับมาส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและภาคการเกษตรของสหรัฐเอง พร้อมกับเตือนว่า รัฐบาลจีนพร้อมที่จะใช้มาตรการหลายด้าน ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ (Quality and Quantity) เพื่อตอบโต้ หากสหรัฐประกาศบัญชีรายการสินค้าจีนที่จะถูกเรียกเก็บภาษีครั้งใหม่
โดยโฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน แถลงว่า ข้อกล่าวหาของสหรัฐที่ว่าจีนขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐนั้น ไม่มีความเป็นจริง และจีนก็พร้อมจะตอบโต้อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่สหรัฐได้จุดชนวนสงครามการค้าขึ้นมา โดยไม่คำนึงถึงผลการเจรจาที่ทั้ง 2 ประเทศในช่วงก่อนหน้านี้
4. นอกจากนี้ มีแนวโน้มว่า จีนกับสหภาพยุโรป อาจจะร่วมมือกัยในการออกแถลงการณ์ร่วมใวันที่ 25 มิถุนายน เพื่อแสดงจุดยืนทางด้านการค้าระหว่างประเทศ และคัดค้านนโยบายกีดกันการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์
ขณะเดียวกันรัฐบาลอินเดียอาจจะร่วมในสงครามการค้า ในการใช้มาตรการตอบโต้การค้ากับสหรัฐ ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสูงถึง 70% กับจำพวกถั่วที่เป็น chickpeas และ Bengal gram
5. ทั้งนี้ นโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐได้เริ่มขึ้นอย่างเข้มขัน เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาษเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก 25% และอลูมืเนียม 10% รวมทั้งได้ขู่ที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนรอบใหม่ในอัตรา 10% มูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ และอาจจะเรียกเก็บเพิ่มขึ้นเป็น 450,000 ล้านดอลลาร์ หากจีนทีการตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นอีก
โดยสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐได้ประกาศบัญชีรายการสินค้านำเข้าจากจีนจำนวน 1,100 รายการที่จะต้องถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% เป็นมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์ซึ่งล็อตแรกจะมีผลกับสินค้า 818 รายการ มูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์ ที่จะมีผลในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้
ขณะที่จีนประกาศตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ 659 รายการมราอัตรา 25% เป็นมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์ โดยล็อตแรกเรียกเก็บจำนวน 545 รายการ มูลค่า 34,000 ล้านดอลาร์เริ่มมีผลวันที่ 6 กรกฎาคมเช่นเดียวกัน ส่วนสหภาพนุโรปก็มีการตอบโต้เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเป็นมูลค่า 2,800 ล้านยูโร เพื่อตอบโต้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม
ล่าสุด ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังส่งผลต่อเงินหยวนอ่อนค่าลง 0.98% แตะระดับ 6.4804 หยวนต่อดอลลาร์ในวันฟฤหัสฯ