รัฐบาล คสช.เดินหน้าแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้กรอบคิดที่ว่าสถานการณ์โดยรวมดีขึ้นตามลำดับ แม้ว่าจะยังคงมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ในช่วงเดือนรอมฎอน หรือเดือนแห่งการถือศีลอดที่ผ่านมาก็ตาม โดยเฉพาะการสังหารหมู่ 2 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตถึง 9 ศพ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงยืนยันเองว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อความไม่สงบ
ล่าสุดในการ คปต.วันนี้ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พลเอกวัลลภ รักเสนาะ บอกว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการจัดทำแผนอัตรากำลังพล ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ หรือ นปพ. และตำรวจตระเวนชายแดน หรือ ตชด. ในพื้นที่ชายแดนใต้ รวม 4,700 อัตรา ให้มีความพร้อมรักษาความปลอดภัยพื้นที่ในอนาคต
มีรายงานว่า การค่อยๆ ถ่ายโอนภารกิจรักษาความปลอดภัยพื้นที่ให้กับตำรวจ ทั้ง นปพ. และ ตชด. เป็นไปตามแผนการลดการใช้กำลังทหาร หลังจากรัฐบาลได้ปรับลดพื้นที่การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพิ่มอีก 1 อำเภอ คือ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส หลังจากก่อนหน้านี้ยกเลิกการใช้ไปแล้ว 1 อำเภอในรัฐบาลชุดนี้ คือ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา
ล่าสุดภาพรวมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ อำเภอจะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี รวมทั้งสิ้น 37 อำเภอ ซึ่งมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นมาตลอด 14 ปีนั้น รัฐบาลได้ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แล้ว 7 อำเภอ คือ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา , อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี , อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และล่าสุดคืออำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส โดยให้ใช้กฎหมายความมั่นคงซึ่งมีดีกรีอ่อนกว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯแทน ทำให้เหลือพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเพียง 30 อำเภอเท่านั้น
ที่ผ่านมา พื้นที่ใดที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็จะใช้ตำรวจเป็น "หน่วยนำ" ในการควบคุมพื้นที่แทน ซึ่งหลังจากนี้รัฐบาลจะพิจารณาเป็นรายพื้นที่ไป หากพื้นที่ไหนที่สถิติเหตุรุนแรงลดน้อยลง และประชาชนให้ความร่วมมือกับภาครัฐมากขึ้น ก็จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพิ่มเติมต่อไป
ที่ประชุม คปต.ยังเน้นย้ำเรื่องการใช้งบประมาณของหน่วยงานในพื้นที่ โดยให้เป็นไปตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ เน้นความสุจริต คุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถตรวจสอบได้ ส่วนการพูดคุยสันติสุขที่หยุดชะงักไป เลขาธิการ สมช.บอกว่า นโยบายของรัฐบาลยังเหมือนเดิม คือยังพูดคุยกันอยู่ แต่ขณะนี้ต้องรอดูความชัดเจนของรัฐบาลมาเลเซีย ว่าจะให้ผู้อำนวยความสะดวกเป็นคนเดิม และมีนโยบายเหมือนเดิมหรือไม่