ยึด! 88 ล้าน อดีตบิ๊ก พม. พันโกงเงินคนไร้ที่พึ่ง
14 มิ.ย. 2561 | te

ปปง.ยึดทรัพย์ "พุฒิพัฒน์" อดีตปลัดพม.กับพวกรวม 12 คน 88 ล้าน พันโกงเงินคนไร้ที่พึ่ง พร้อมแจ้ง ปปป.เอาผิดฟอกเงิน "ประวิตร" ย้ำจับ "อดีตพระพรหมเมธี" ให้ได้
ข่าว
14 มิ.ย. 2561 | te

ปปง.ยึดทรัพย์ "พุฒิพัฒน์" อดีตปลัดพม.กับพวกรวม 12 คน 88 ล้าน พันโกงเงินคนไร้ที่พึ่ง พร้อมแจ้ง ปปป.เอาผิดฟอกเงิน "ประวิตร" ย้ำจับ "อดีตพระพรหมเมธี" ให้ได้
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการปปง. เปิดเผยถึงมติคณะกรรมการธุรกรรมในการประชุมเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา ว่า ตามที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ ปปง.ตรวจสอบ ธุรกรรมและทรัพย์สินของกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ทุจริตยักยอกเงินช่วยเหลือคนยากไร้ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดพม. ได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกแล้วพบว่า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ 3 ราย ได้แก่ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัด พม. นายณรงค์ คงคา อดีตรองปลัด พม. และนายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ อดีตผู้ตรวจราชการ พม.มีพฤติการณ์ทุจริตยักยอกเงินช่วยเหลือคนยากไร้
โดยพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีลักษณะการทำงานเป็นขบวนการ ผ่านทางการจัดสรรเงินงบประมาณลงไปยังศูนย์และหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดทั่วทุกภาค และมีการจัดทำเอกสารการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอันเป็นเท็จ โดยนำเงินที่ได้จากการทุจริตเบิกจ่ายส่งกลับคืนไปยังผู้บริหาร กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในขณะนั้น และแปลงเงินไปเป็นทรัพย์สินในรูปแบบอื่นให้แก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์หรู เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร และหลักทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจากการสืบสวนข้อมูลทางการเงินและข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องพบว่า มีการได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นจำนวนมาก
คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายพุฒิพัฒน์ นายณรงค์ และนายธีรพงษ์ และเจ้าหน้าที่ของพม. รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลดังกล่าว ประมาณ 12 ราย เช่น ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์หรู เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร และหลักทรัพย์ต่างๆ รวม 41 รายการ มูลค่าประมาณ 88 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มคนดังกล่าวมีพฤติการณ์กระทำความผิดทางอาญาฐานฟอกเงิน ซึ่ง ปปง.จะได้ดำเนินการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญา ความผิดฐานฟอกเงินกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ขอแจ้งเตือนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการทุจริตในหน้าที่ว่า นอกจากจะถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแล้ว หากใครมีพฤติการณ์ในการรับหรือโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการทุจริตก็อาจต้องถูกดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงิน ซึ่งมีโทษจำคุก 10 ปีต่อการโอนหรือรับโอน 1 ครั้ง กล่าวโดยสรุปแล้วผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต นอกจากจะถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้ว ตัวผู้กระทำความผิดเอง ผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ หรือนอมินี ที่รับโอนทรัพย์สินจากผู้กระทำความผิดทุกคนก็ยัง อาจต้องถูกลงโทษจำคุกในความผิดฐานฟอกเงินด้วย
ต่อมา นายวิทยา นีติธรรม เลขานุการกรม ปปง. เดินทางไปที่ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อเข้าพบ พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องที่มีพฤติการณ์ทุจริตยักยอกเงินช่วยเหลือคนยากไร้ ในคดีฟอกเงิน
นายวิทยากล่าวว่า สืบเนื่องจาก ปปง.มีมติให้อายัดทรัพย์สินของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด พม. จำนวน 41 รายการ มูลค่าประมาณ 88 ล้านบาท หลังมีพฤติการณ์ทุจริตยักยอกเงินช่วยเหลือคนยากไร้ โดยตนได้รับมอบหมายให้ร้องทุกข์กล่าวโทษเอาผิด นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัด พม. กับหญิงสาวคนสนิท อดีตข้าราชการใน พม. ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดในช่วงปี 2558-2560 หรือปีงบประมาณ 2559-2560 มีลักษณะการทำผิดในรูปขบวนการ และไม่ได้โอนเงินผ่านธนาคารแต่เป็นแบบหิ้วเงินทอนกลับจึงทำให้ยากต่อการตรวจสอบ
"ในแต่ละปีเจ้าหน้าที่พบการทุจริตประมาณ 80 ล้านบาท หรือร้อยละ 30 โดยทาง ปปง.ต้องรีบดำเนินการตรวจสอบเร่งด่วน เพราะพบว่าก่อนหน้านี้มีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินไปยังบุคคลอื่นและแปรสภาพเป็นทรัพย์สินอื่นๆ เช่น เงินทอง ที่ดิน รถยนต์ ซึ่งจะขยายผลต่อไป นอกจากนี้ พบว่ามีการนำเงินโอนมาไว้ที่ศูนย์ช่วยเหลือคนจนในพื้นที่ก่อเหตุ และส่งต่อมาที่ อดีตปลัด พม. แต่ยังไม่พบเส้นทางการเงินไปถึงระดับกระทรวงหรืออดีตรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ปปง.จะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกยึดอายัดทรัพย์สิน เข้ามาชี้แจงถึงที่มาของทรัพย์สิน ภายใน 30 วัน หากพบว่าเป็นทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จะคืนให้ แต่หากชี้แจงไม่ได้ จะต้องยึดไว้จนกว่าคดีจะสิ้นสุด" นายวิทยา กล่าว
ด้าน พล.ต.ต.กมล เปิดเผยว่า เบื้องต้นรับหนังสือไว้ก่อน โดยนัด ปปง.มาแจ้งความร้องทุกข์อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ ก่อนเริ่มดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและตั้งคณะทำงานขึ้นมา พร้อมยอมรับว่า คดีดังกล่าวมีความซับซ้อนพอสมควร แต่ทาง ปปง.มีรายละเอียดคดีชัดเจน หลังจากนี้ บก.ปปป.ต้องขออนุมัติจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อให้มีอำนาจสืบสวนสอบสวน ลงพื้นที่ตรวจสอบติดตามผู้ต้องหาและทรัพย์สินต่อไป
การติดตามควบคุมตัวอดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ผู้ต้องหาคดีเงินทอนวัด ที่หลบหนีไปอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งอยู่ระหว่างยื่นขอลี้ภัย โดยทางเจ้าหน้าที่ไทยยังคงรอคำตอบจากทางการของเยอรมนี
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามตัวอดีตพระพรหมเมธี ว่าทุกอย่างจบแล้ว ให้เขาดำเนินการไป ส่วนจะได้ตัวหรือไม่ ก็อยู่ที่เขา
ทั้งนี้ จากที่มีกระแสข่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เดินทางไปกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งคาดว่าจะไปประสานขอความช่วยเหลือจากตำรวจสากล ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เพื่อให้ช่วย ติดตามตัวอดีตพระพรหมเมธี หลังจากนั้นจะเดินทางไปที่นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เพื่อเจรจาขอตัวอดีตพระพรหมเมธีกลับมาดำเนินคดีในไทยนั้น
ล่าสุด แหล่งข่าวคนใกล้ชิด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าว โดยอ้างว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์เดินทางประเทศฝรั่งเศสจริง แต่ไปตามคำเชิญของตำรวจฝรั่งเศส เพื่อดูงานอาวุธ ไม่ได้ไปประสานขอความช่วยเหลือจากตำรวจสากลที่เมืองลียง เพื่อที่จะติดตามขอตัวอดีตพระพรหมเมธี จากเยอรมนี แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์อยู่ที่กรุงปารีส ได้มีการประสานงานกับทางตำรวจสากล เพื่อติดตามตัวอดีตพระพรหมเมธี ซึ่งคาดว่าจะทราบผลไม่เกินวันศุกร์ที่ 15 มิถุนายนนี้ และหากผลการเจรจาสำเร็จ คณะทำงานพร้อมด้วย พล.ต.อ.จักรทิพย์ จะเดินทางไปรับตัวอดีตพระพรหมเมธีกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทยในวันที่ 16 มิถุนายน
สำหรับการสืบสวนสอบสวนบุคคลอื่นในคดีฟอกเงินนั้น ชุดทำงานในส่วนของกรณีวัดสระเกศวรมหาวิหาร ที่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการทุจริตที่เข้าข่ายการฟอกเงิน ซึ่งต่างจากการทุจริตเงินทอนวัดที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ โดยวัดสระเกศได้รับงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นเงินจำนวน 30 ล้านบาท โดย พศ.จ่ายเป็นเช็คเมื่อ วันที่ 21 ธันวาคม 2558 เนื่องจากเสนอของบทำโครงการเงินอุดหนุนอบรมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนฯ ครั้งที่สอง วัดสระเกศได้รับงบประมาณอีกจำนวนเงิน 32.5 ล้านบาท โดย พศ.จ่ายเงินเข้าบัญชีเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2559 เนื่องจากวัดได้เสนอโครงการอุดหนุนศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา
สำหรับรายละเอียดของโครงการนั้น ในเอกสารได้ระบุว่าทั้ง 2 โครงการ เป็นงบประมาณเพื่ออุดหนุนด้านเผยแผ่ศาสนา โดยจะนำงบประมาณเพื่อนำไปอุดหนุนให้วัดสาขา 13 แห่ง แต่เมื่อตรวจสอบรายละเอียดกลับพบว่ามีวัดจำนวน 9 วัด ที่ไม่ได้รับงบประมาณอุดหนุนเลยตามที่ระบุไว้ ได้แก่ วัดไตรธรรมาราม จ.สุราษฎร์ธานี, วัดบุดดา จ.สิงห์บุรี, วัดมหาพุทธาราม จ.ศรีสะเกษ, วัดพระธาตุพนม จ.นครพนม, วัดอัมพวัน จ.ยโสธร, วัดบ่อชะเนง จ.อำนาจเจริญ, วัดพระพุทธบาทเขากระโดง จ.บุรีรัมย์, วัดศรีมงคลใต้ จ.มุกดาหาร และวัดแห่งหนึ่งใน จ.สงขลา ส่วนวัดที่เหลืออีก 4 คือ วัดหลวงพ่อสด จ.ราชบุรี, วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่, วัดปากน้ำ จ.อุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ได้รับงบประมาณไปแห่งละ 2 ล้านบาท รวม 8 ล้านบาท ส่วนงบประมาณที่เหลืออีกกว่า 50 ล้านบาท พบว่า อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ได้ยักย้ายถ่ายเทไปยังบัญชีของ น.ส.นุชรา สิทธินอก อายุ 32 ปี คนในบ้านของ นางฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา อายุ 50 ปี อดีตเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดดีดีทวีคูณ ซึ่งเป็นสีกาคนสนิทของอดีตพระพรหมสิทธิ เพื่อให้ผลิตสื่อโฆษณาให้แก่วัด
รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบปากคำอดีตพระพรหมสิทธิได้ให้การว่าที่โอนไปยังบัญชีของ น.ส.นุชรา นั้นก็เพราะนางฑัมม์พรแนะนำว่าเป็นวิธีหนึ่งในการเลี่ยงภาษี แต่เมื่อชุดสืบสวนร่วมกับ ปปง.ตรวจสอบแล้วกลับพบว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์และมีการนำไปใช้ในกิจการส่วนตัวจำนวนมาก ทั้งที่เงินจำนวนนี้ควรจะถูกจัดส่งไปยังวัดจำนวน 9 วัดเพื่อให้พระเณรในต่างจังหวัดที่ด้อยโอกาสได้เรียนหนังสือตามที่วัดเขียนโครงการมา ซึ่งระบุว่าจะส่งเงินไปยังโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เป็นเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 26,000 บาทต่อรูป รวมทั้งสองโครงการเป็นเงิน 62.5 ล้านบาท
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า รูปแบบของการทุจริตเงินของวัดสระเกศ วัดสัมพันธวงศ์ และวัดสามพระยาวรวิหาร ครั้งนี้แตกต่างจากการดำเนินคดีเงินทอนวัดในครั้งที่ผ่านๆ มา เนื่องจากรูปแบบเดิมที่พบในวัดต่างจังหวัด พศ.จะเป็นฝ่ายเสนองบประมาณให้วัดไปทำโครงการต่างๆ แต่เงินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ถูกโอนคืนกลับไปให้ข้าราชการใน พศ. บางวัดพระจึงกลายเป็นเหยื่อของการกระทำความผิด ตำรวจจึงไม่ได้ดำเนินคดีกับพระ แต่ได้กันไว้เป็นพยานเพราะถือว่าไม่มีเจตนา แต่กรณีของวัดที่ถูกเนินคดีทั้ง 3 วัดนั้น พระไม่ได้โอนเงินกลับไปยังเจ้าหน้าที่ พศ. แต่เงินที่ได้รับมาเพื่อทำโครงการต่างๆ กลับถูกโอนเข้าบัญชีฆราวาส บัญชีตัวเอง แทนในรูปแบบของการฟอกเงิน ซึ่งพระเป็นผู้ที่กระทำทุจริตด้วยตัวเองจึงต้องถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันฟอกเงิน เพราะพระไม่ได้เป็นเหยื่อเหมือนคดีเงินทอนวัดที่ผ่านมา