หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้าย คือ กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. กฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. รวมไปถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 ที่แก้กฎหมายพรรคการเมือง "ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ" ดูเหมือนว่าเส้นทางไปสู่การเลือกตั้งถูกเคลียร์โล่ง
แต่เมื่อกลับเข้าไปดูเงื่อนไขการดำเนินการต่างๆ ของพรรคการเมืองตามกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ จะพบว่า พวกเขายังทำอะไรไม่ได้เลย แถมในคำสั่งดังกล่าวถูกสร้างเงื่อนผูกปมให้พรรคการเมืองเก่าตกอยู่ในสภาพ"ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก"จะขยับไปทางไหนก็ไม่ได้
โดยเฉพาะคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่เคยทำให้พรรคการเมืองเก่ากระอักมาแล้วครั้งหนึ่งในการ "รีเซตสมาชิกพรรค"
ด้วยเงื่อนไขที่ให้สมาชิกพรรคเก่าต้องมายืนยันการเป็นสมาชิก จนทำให้สมาชิกพรรคหายไปต่อหน้าต่อตา 80-90 เปอร์เซ็นต์นี้ ยังส่งผลกระทบไปถึง"สาขาพรรค"อีกด้วย
วิรัตน์ กัลยาศิริอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มือกฎหมายของพรรค บอกว่า เดิมพรรคมีสาขาพรรคอยู่ประมาณ 200 สาขา จากคำสั่ง คสช.ดังกล่าว ทำให้สาขาพรรคทั้งหมดก็หายไปด้วย
นั่นหมายความว่า คำสั่ง คสช. ไม่ใช่แค่ รีเซตสมาชิกพรรค แต่ยังรีเซตสาขาพรรคด้วย
แม้ไม่ถึงกับ "รีเซตพรรคการเมือง" อย่างที่ฝ่าย คสช.เคยมีไอเดีย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็แทบจะมีความหมายแบบนั้น
นอกจากคำสั่ง คสช.ที่แทบจะสลายพรรคการเมืองเก่าแล้ว ยังล็อก "จังหวะก้าว" ของพรรคการเมืองเก่าให้ไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างสะดวก
ด้วยเงื่อนไขในคำสั่ง คสช.ฉบับดังกล่าว ทำให้พรรคการเมืองเก่าไม่สามารถดำเนินกิจกรรมของพรรคในส่วนที่เป็น "หัวใจ" ที่จะไปสู่การเลือกตั้งได้ ดังนี้
1.พรรคการเมืองเก่ายังไม่สามารถประชุมได้ถ้ายังไม่มีการเลิกประกาศ คสช. ที่ 57/2557 (ห้ามพรรคการเมืองประชุม) และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 (ห้ามชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป) ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งข้อ 1 ของ คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 โดยกำหนดให้ประชุมได้ภายใน 90 วันหลังยกเลิก 2 คำสั่งดังกล่าว
2.ยังหาสมาชิกพรรคไม่ได้เนื่องจากคำสั่งยังล็อกไว้
3.สาขาพรรคหายไปทั้งหมดเพราะสมาชิกพรรคที่หายไป สมาชิกที่เหลืออยู่ก็ยังไม่รู้ว่าใครอยู่ในเขตไหนบ้าง เนื่องจาก กกต.ยังไม่ได้มีการแบ่งเขตเลือกตั้ง
4.ตั้งสาขาพรรคใหม่ไม่ได้เนื่องจากการตั้งสาขาพรรคมีข้อกำหนดเรื่องจำนวนสมาชิกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งในพื้นที่ของสาขาพรรคนั้นด้วย คือ ถ้าเป็นสาขาพรรค จะต้องมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาในเขตของสาขาพรรคนั้นตั้งแต่ 500 คน ขึ้นไป แต่ถ้าเขตไหนไม่มีสาขาพรรค ก็สามารถมีฐานะเป็น "ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด" ได้ ถ้ามีสมาชิกในเขตเลือกตั้งนั้น 100 คนขึ้นไป
เรื่องสาขาพรรคและตัวแทนพรรคประจำจังหวัด จะเกี่ยวข้องกับเรื่องการทำไพรมารีโหวตในการเลือกตั้งดังนั้นเมื่อ กกต.ยังไม่ได้แบ่งเขตเลือกตั้ง กระบวนการตั้งสาขาพรรคและตัวแทนพรรคก็ไม่สามารถดำเนินการได้
ทั้งนี้เรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง กำหนดไว้ในร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ว่าให้ กกต. เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งหมายความว่า ต้องรอให้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ก่อน กกต.จึงจะสามารถแบ่งเขตเลือกตั้งได้
หากเป็นไปตามขั้นตอน สมมุติว่า กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาในเดือนมิถุนายน ก็จะมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นผลจากที่มีการใช้"อภินิหารกฎหมาย"แก้ไขให้กฎหมายลูกฉบับนี้มีผลบังคับใช้หลังประกาศลงราชกิจจานุเบกษา 90 วัน
เนื่องจากในกฎหมายกำหนดเงื่อนไขในการแบ่งเขตเลือกตั้งว่า กกต.ต้องรับฟังความเห็นจากพรรคการเมืองและประชาชนในพื้นที่ประกอบด้วย ทำให้การแบ่งเขตเลือกตั้งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ซึ่งทาง กกต. บอกว่า จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน
นั่นหมายความว่า อีก 2 เดือนจึงจะทราบว่าเขตเลือกตั้งไหนประกอบด้วยพื้นที่ใดบ้าง จากนั้นพรรคการเมืองจึงจะสามารถไปดำเนินการเรื่องสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดได้ ขณะที่ระยะเวลาเดินไปสู่การเลือกตั้ง 150 วัน จะเริ่มนับตั้งแต่กฎหมายเลือกตั้งมีผลบังคับใช้
จุดนี้เองที่พรรคการเมืองออกมาประสานเสียงบอกว่า จะไม่สามารถทำไพรมารีโหวตได้ทัน
ทั้งนี้ ในการทำไพรมารีโหวต หัวหน้าสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดต้องจัดให้มีการประชุม หากเป็นการประชุมสาขาพรรคต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่า 100 คน หากเป็นการประชุมตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน
วราวุธ ศิลปอาชาที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นอีกคนที่ออกมาสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับดังกล่าว ซึ่งทำให้สมาชิกพรรคหายไปจำนวนมากและกระทบไปถึงเรื่องการทำไพรมารีโหวต
"ตอนนี้พรรคชาติไทยพัฒนา มีสมาชิกที่ยืนยันเพียง 4 พันกว่าคน ดังนั้นหากจะส่งผู้สมัครส.ส.ครบทุก 350 เขต จำเป็นต้องหาสมาชิกเพิ่มให้ได้อย่างน้อย 8,000 คนถึง 10,000 คน ไม่เช่นนั้นเราจะทำไพรมารีโหวตไม่ได้ ผมขอความเห็นใจ อย่างน้อยขอให้ คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคใหม่ได้ เพราะการทำไพรมารีโหวต ผูกอยู่กับจำนวนสมาชิกพรรค"
ว่าที่หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา บอกว่า การทำไพรมารีโหวตจำเป็นต้องใช้เวลา ต้องลงพื้นที่ให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบใหม่กับสมาชิกพรรคในพื้นที่ ต้องชี้แจงถึงการต้องออกมาเลือกผู้แทนของตนเองถึง 2 ครั้ง คือผ่านไพรมารีโหวตของพรรค กับการแข่งขันในสนามใหญ่ รวมถึงนำระบบไพรมารีโหวตผูกเข้ากับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ยิ่งต้องใช้เวลา
"วิษณุ เครืองาม"ปรมาจารย์ด้านกฎหมาย ผู้บัญญัติคำ "อภินิหารกฎหมาย" ออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 มีปัญหา และเตรียมทางออกไว้แล้ว ซึ่งมีอยู่ 4 ทาง คือ 1.ไม่ต้องทำอะไรเลย 2.ให้มีการตีความ 3.แก้ไขกฎหมาย และ 4.ใช้มาตรา 44
พิจารณาทั้ง 4 ทางที่ "วิษณุ" บอก
ทางแรกไม่ต้องทำอะไรเลย ผลก็คือหากพรรคการเมืองไหนทำไพรมารีโหวตไม่ทันก็จะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งไม่ได้
ทางที่สอง ให้มีการตีความ หรือทางที่สาม แก้ไขกฎหมาย ก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง
ทางที่สี่ ใช้มาตรา 44 แก้ปัญหา ตอนนี้มีหลายส่วนที่เสนอแนวทางนี้ รวมทั้ง กกต.ด้วย
ทั้งนี้ "วิษณุ" ได้นัดคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กกต. และ กรรมาธิการของสนช.มาหารือในวันพุธที่ 13 มิถุนายนนี้ จากนั้นจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาหารือ
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 53/2560 แล้ว จะพบว่าปมปัญหาที่ทำให้พรรคการเมือง โดยเฉพาะ "พรรคการเมืองเก่า" ต้องติดหล่มนั้นไม่ได้อยู่ที่เพียงปมใดปมหนึ่ง แต่มีการผูกหลายเรื่องโยงไปโยงมาเข้าหากัน
นอกจากในเนื้อคำสั่งที่มีอยู่ 9 ข้อแล้ว ในส่วนของอารัมภบทคำสั่ง ที่เขียนไว้ 2 หน้าเต็ม ก็มีรายละเอียดเงื่อนไขที่วันนี้สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะเหตุผลในการคง 2 คำสั่งของ คสช. เรื่องห้ามพรรคการเมืองประชุม และห้ามชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป ที่บอกไว้ว่า
"ความจําเป็นต้องคงประกาศและคําสั่งดังกล่าวต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อไม่ให้มีผู้ฉวยโอกาสอ้างการดําเนินการตามกฎหมายไปกระทํากิจกรรมทางการเมืองอื่น อันกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยและความปกติสุขในบ้านเมือง ซึ่งกําลังดําเนินมาด้วยดี ตลอดจนกระทบต่อบรรยากาศความสามัคคีปรองดอง การอยู่ระหว่างการจัดทําแผนการปฏิรูปประเทศ และการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ประกอบกับในขณะนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติยังพิจารณาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่แล้วเสร็จ"
ส่วนที่เปลี่ยนไปแล้วแน่ๆ คือ ท่อนหลัง เรื่องกฎหมายลูก 2 ฉบับ ที่ คสช.อ้างว่า สนช.ยังทำไม่แล้วเสร็จ แต่วันนี้ทำเสร็จแล้ว
ส่วนท่อนแรก เป็นดุลพินิจของ คสช. ซึ่งเหตุผลนี้ คสช.ใช้มาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามายึดอำนาจ
หากยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง ขณะที่ "พล.อ.ประยุทธ์" ซึ่งจะเป็นตัวชิงตำแหน่ง "นายกฯ" หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า และพรรคการเมืองของฝั่ง คสช. เดินสายปล่อยพลังดูดอย่างเต็มที่ก็อย่าได้แปลกใจถ้าจะมีนักการเมืองออกมาโวยอีกว่า "บิ๊กตู่" เอาเปรียบคู่แข่ง !!