จากกรณีที่มีข้อมูลว่านายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)โพสต์ข้อความลงในเฟสบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับคดีเงินทอนวัด 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.61 โดยครั้งแรกโพสต์เมื่อเวลา 17.38 น.ของวันที่ 8 มิ.ย.โดยระบุว่า "ข่าวเตรียมจับ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาตฯ อีกวัดคาดว่าวัดบวรฯ ครับ" จากนั้นเวลา 21.41 น.โพสต์ข้อความครั้งที่ 2 ว่า "ข่าวทำคดีเงินทอน เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาตฯ อีกวัดราชสิทธิครับ" จนทำให้เกิดความสับสนว่าวัดดังเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัดล็อตที่ 4 หรือไม่ จนกระทั่งต่อมาได้มีกระแสข่าวว่านายพิสิฐชัยได้ถูกตำรวจกองปราบฯเชิญตัวมาให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว
ความคืบหน้ากรณีดังกล่าวล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 10 มิ.ย. พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ในส่วนนี้ตนยืนยันว่ายังไม่มีข้อมูลการกระทำผิดเกี่ยวกับวัดดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากขณะนี้ทางด้าน บก.ปปป. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าวนั้นยังไม่ได้รับการเข้าร้องทุกข์แจ้งความจากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดในคดีเงินทอนวัดล็อตที่ 4 อีกทั้งขั้นตอนการดำเนินการคดีเงินทอนวัดล็อตที่ 4 ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ซึ่งการที่นาย พิสิฐชัย นำข้อมูลเหล่านี้มาเผยแพร่ตนเองก็ไม่ทราบว่าไปเอาข้อมูลมาจากที่ใด
รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีที่มีการเชิญตัวนายพิสิฐชัย มาให้ปากคำกับทางพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ในช่วงบ่ายวันนี้เกิดจากกรณีที่โพสต์เฟสบุ๊คพาดพิงวัดดังหลายแห่งว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัด เบื้องต้นพบว่ามีการเชิญตัวมาจริง โดยเป็นการเชิญตัวเพื่อมาให้ปากคำชี้แจงถึงที่ไปที่มาเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวและข้อมูลที่นำมาโพสต์ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัวนั้นได้มาจากที่ใด เนื่องจากเป็นการทำให้สังคมเกิดความสับสน อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนกองปราบฯยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับนายพิสิฐชัย แต่อย่างใดเนื่องจากกรณีนี้ยังไม่มีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่ได้ทำหนังสือแจ้งไปทางดีเอสไอให้ทราบถึงพฤติกรรมของข้าราชการในสังกัดแล้ว จากนั้นได้ทำประวัติก่อนปล่อยตัวกลับไป อย่างไรก็ตามหากวัดใดได้รับความเสียหายก็สามารถที่จะเข้าแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปล่อยข่าวว่าจะมีการตรวจค้นวัดเพิ่มเติมนั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยชุดสืบสวนกองปราบฯได้ตรวจสอบในทางลับพบว่ากลุ่มผู้ที่ปล่อยข่าวนั้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกศิษย์ลูกหาของวัดสระเกศฯ โดยปล่อยให้กับกลุ่มผู้สื่อข่าวและผ่านสังคมออนไลน์ ซึ่งข้อความส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเท็จและทำให้พระผู้ใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับความเสียหายเพราะขณะนี้ในส่วนของกองปราบฯยังไม่ได้มีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมนอกเหนือจากวัดที่เข้าค้นและจับกุมตัวผู้ต้องหาไปแล้ว ทั้งนี้คาดว่าการปล่อยข่าวดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทำให้สังคมปั่นป่วนสับสนและต้องการที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม ขณะนี้กองปราบฯกำลังพิจารณาข้อกฎหมายว่าจะดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวในข้อหาใดได้บ้างซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนรู้ตัวแล้ว
สำหรับความคืบหน้ากรณีที่ศาลจังหวัดนครพนมได้ออกหมายจับ 5 ผู้ต้องหาประกอบด้วย นางศศิร์อร เจียมวิจิตรกุล อายุ 54 ปี สีกาคนสนิทอดีตพระพรหมเมธี นายพีรวิช ศรีศรัทธา อายุ 28 ปี เป็นคนที่คอยให้การช่วยเหลือ ส่วนอีก 3 คน ประกอบด้วย นางจันทนา หรือ จันตนา รัตนวงศ์ นางจิตติมา ลัตะมะวง ลูกสาว และนายน้อย รัตนวงศ์ ลูกชาย ทั้ง 3 คนเป็นชาวลาว โดยชุดสืบสวนได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) ให้นำหมายจับใส่เข้าไปในระบบตรวจคนเข้าเมืองแล้ว หากเดินทางกลับเข้ามาเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการจับกุมและควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ได้ทันที
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า จากการตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่า นายพีรวิช ศรีศรัทธา 1ใน5 ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในครั้งนี้ด้วยนั้น พบว่าเป็นคนเดียวกันกับนาย "โค๊ต"หลานของอดีตพระพรหมเมธี ที่เดินทางไปประเทศเยอรมันด้วยกันกับอดีตพระพรหมเมธี ชุดสืบสวนสอบสวนคาดว่าอีกไม่นาน นายพีรวิช น่าจะเดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากข้อหาความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา189 ที่ระบุว่าผู้ใดช่วยผู้อื่น ซึงเป็นผู้กระทำความผิด เพื่อไม่ให้ต้องโทษหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม เป็นคดีลหุโทษที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นโทษที่ไม่ร้ายแรงและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ที่ประเทศเยอรมันต่อไปอีก