เนชั่นทีวี

ข่าว

(คลิปข่าว) โซเชียลมีเดีย ...ตัวเร่งปฏิกิริยา "เสน่หาฆาตกรรม"

07 มิ.ย. 2561 | wanchat

(คลิปข่าว) โซเชียลมีเดีย ...ตัวเร่งปฏิกิริยา "เสน่หาฆาตกรรม"

ตามที่สัญญากันไว้เมื่อวาน ว่าเราจะมาติดตามกันต่อกับปมปัญหา "พิศวาสฆาตกรรม" รักต้องฆ่า ซึ่งระยะหลังๆ เกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะคดีสะเทือนใจ "น้องอุ้ม" นักศึกษาสาวถูกแฟนหนุ่มบุกยิงอย่างโหดเหี้ยมแถวๆ พุทธมณฑล ปัญหานี้ปรากฏให้เห็นเป็นข่าวแทบทุกวัน จนดูเหมือนว่าสังคมที่รับข่าวสารก็รู้สึกคุ้นเคย บางส่วนมองว่าเป็นเรื่องของครอบครัว เป็นเรื่องของสามีภรรยาหรือคู่รัก ไม่เกี่ยวกับคนนอก ไม่อยากจะยุ่ง แต่จากการที่ล่าความจริงได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญทำให้เราเห็นว่าปัญหานี้จะไม่สามารถแก้ไขได้เลยถ้าขาดกลไกของสังคมเข้ามาช่วย

การทำร้ายร่างกายระหว่างคู่รักจนถึงแก่ชีวิต ถ้ามองดูในเชิงโครงสร้าง เฉพาะกรณีที่ฝ่ายชายทำร้ายคู่รักของตัวเองจนตายนั้น มีสถิติที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี ดูได้จากที่ปรากฏเป็นข่าวในห้วงปี 55 ถึงปี 59 เริ่มจากปี 55 เราพบว่าสามีทำร้ายภรรยาจนเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 46.10 (นี่คือนับจากข่าวการฆ่ากันตายในครอบครัวทั้งหมด ทั้งสามีฆ่าภรรยา - ภรรยาฆ่าสามี หรือคู่รักฆ่ากัน) ถัดมาอีก 2 ปี คือปี 57 พบว่าสามีฆ่าภรรยาตัวเอง ร้อยละ 58.54 จนมาถึงปี 59 ตัวเลขสถิติก็พุ่งสูงขึ้นเป็นร้อยละ 71.8 นี่ยังไม่นับที่ผู้ชายทำร้ายผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ในครอบครัวที่ตัวเลขสถิติก็พุ่งสูงขึ้นเหมือนกันนะ


จะเห็นว่าตัวเลขพุ่งสูงขึ้นทุกปีอย่างน่าตกใจ ในห้วงระยะเวลา 5 ปี จากร้อยละ 40 กว่าๆ มาเป็น ร้อยละ 70 กว่าๆ พอเห็นตัวเลขแบบนี้ ถ้าจะมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องในครอบครัว คนนอกไม่เกี่ยว อย่ายุ่ง คงจะไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาสังคมที่กำลังเป็นวิกฤติจริงๆ

หนึ่งในบุคคลที่พยายามออกมาเรียกร้อง และเสนอทางแก้ไขคือ คุณจะเด็ด เชาว์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล คุณจะเด็ดบอกว่า การฆ่ากัน การทำร้ายกัน ชนวนเหตุส่วนใหญ่มาจากความหึงหวงของฝ่ายชาย และเมื่อเลิกรากันไปแล้วภรรยาไม่ยอมคืนดีด้วย


นี่คือสาเหตุ basic ที่เรารู้ๆ กันอยู่ แต่ถ้าลงลึกไปกว่านั้น ชนวนเหตุนี้สะท้อนว่าสังคมไทยมีทัศนคติที่ถูกปลูกฝังว่าเมื่อหญิงและชายมีความสัมพันธ์กันแล้ว ทั้งในรูปแบบของสามี-ภรรยา หรือคู่รักแบบแฟน ฝ่ายชายมักคิดว่าฝ่ายหญิงต้องเป็นสมบัติของฝ่ายชาย ถึงแม้จะเลิกกันแล้วบางคนก็ยังคิดแบบนี้ วิธีการที่ฝ่ายชายเลือกแสดงออกคือจะแสดงความเป็นเจ้าของ ใช้กำลังบังคับข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย และแน่นอนว่าขั้นร้ายแรงที่สุดก็คือ "การฆ่า"


สำหรับฝ่ายหญิงซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่มักถูกสอนให้ต้องอดทน เพราะผู้กระทำเป็นสามี เป็นพ่อของลูก ผู้หญิงส่วนใหญ่มักเลือกที่จะให้อภัย ให้โอกาส คุณจะเด็ดบอกว่า ส่วนใหญ่การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะลุกขึ้นมาเอาผิดกับสามี จะต้องทลายกำแพงอย่างน้อยถึง 3 ชั้น

ชั้นที่ 1 คือการโทษตัวเองว่าเป็นเพราะความผิดของตนเอง


ชั้นที่ 2 อายชุมชน/เพื่อนบ้าน/เพื่อนที่ทำงาน


ชั้นที่ 3 อายสังคม (จะถูกสังคมกล่าวโทษ)


สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงหลายรายเมื่อถูกกระทำแล้วไม่ออกมาเรียกร้องสิทธิ์ และไม่ได้รับการคุ้มครอง
การทลายกำแพง 3 ชั้นนี้ เอาเข้าจริงไม่ง่ายเลย เพราะฉะนั้นหลายคนที่เจอปัญหานี้ จึงจำเป็นต้องหาพื้นที่ระบายความทุกข์ของตัวเอง อาจจะเป็นการประกาศจุดยืน ประกาศความรู้สึกในแบบที่ไม่ต้องการคำปรึกษาจากใครเลย เรียกว่าเลือกสื่อสารทางเดียว แล้วพื้นที่ที่ใช้ก็คือโลกโซเชียลมีเดีย เพราะสังคมบีบจนไม่เหลือพื้นที่อื่นแล้ว ปรากฏว่าการระบายในโลกโซเชียลนี่บางครั้งก็ส่งผลร้ายตามมา กลับกลายเป็นว่าโซเชียลฯ คือตัวเร่งให้อีกฝ่ายที่เป็นคู่กรณีขาดความยั้งคิดมากขึ้น


คราวนี้มาดูวิธีแก้ไขป้องกัน อาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ ถ้าไม่ทำก็แก้ไม่ได้ คำตอบของการป้องกันอยู่ที่กลไกของสังคม เราต้องยอมรับว่า บ้านเราแทบไม่มีการรณรงค์เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงดู รื้อระบบการศึกษาที่จะสอนตั้งแต่เล็กว่าเพศหญิงและชายเท่าเทียมกันเลย พอโตมาหน่อยแต่งงานไป ผู้หญิงถูกทำร้าย ไม่ว่าจะทางวาจาหรือร่างกาย บางครอบครัวก็จะบอกว่าให้อดทน เพื่อนบ้านก็ไม่เข้ามาช่วย หนักเข้ามาหน่อยผู้หญิงอยากแจ้งความว่าโดนทำร้าย ตำรวจยังไม่รับแจ้งเลย อ้างว่าเป็นเรื่องในครอบครัว คราวนี้อยากจะไปเพิ่งองค์กรภาครัฐ ปรากฏว่าไม่รู้อีกว่ามีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาอย่างเข้าใจ ตรงจุด อยู่ที่ไหนบ้าง


นี่คือวงจรปัญหาที่ผู้หญิง หรือผู้ถูกกระทำต้องแบกรับ และวงจรนี้ก็เริ่มตั้งแต่เราเกิด วนเวียนซ้ำๆจนเราตาย

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ และเพิ่งพูดถึงเมื่อสักครู่ คืออันตรายจากการใช้โซเชียลมีเดีย ระบายปัญหาความรัก หรือประกาศสถานะให้โลกรู้ อาจเป็นตัวเร่งให้อีกฝ่ายไม่พอใจ เพิ่มความแค้น และตัดสินใจใช้ความรุนแรงได้


พันตำรวจเอก ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. บอกว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ถือเป็นดาบ 2 คม หากเป็นด้านดี เฟสบุ๊กเป็นพื้นที่ที่สามารถทำให้คนเราระบายความเครียด ความเศร้าที่เกิดขึ้นได้ แต่การโพสต์ควรมีเนื้อหาที่เหมาะสม ไม่สร้างความเสื่อมเสียหรือเสียหายให้กับใคร ไม่เสียดสี ดูหมิ่น หรือเหยียดหยันใครในลักษณะปลุกปั่นหรือยุยง ที่สำคัญ พฤติกรรมการเช็คอิน ว่าบ้านอยู่อาศัยอยู่ที่ไหน ทำอะไรเป็นกิจวัตร เหล่านี้เป็นเรื่องไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะอาจทำให้คนร้ายหรือมิจฉาชีพ หรือแม้แต่คนที่ปองร้ายเรา ซึ่งอาจเป็นคนที่เราเคยรัก สวมรอยมาทำร้ายเราได้

ข่าวล่าสุด