ตัวอย่างที่อธิบายปัญหานี้อย่างชัดเจนก็คือ หลักฐานที่ได้รับการยืนยันจากผู้การกองปราบ พลตำรวจตรี ไมตรี ฉิมเฉิด ที่บอกหลังนำกำลังบุกค้นวัดสระเกศว่า พบเงินในบัญชีส่วนตัวของ "อดีตพระพรหมสิทธิ" เจ้าอาวาสวัดสระเกศ มากกว่า 130 ล้านบาท หรือการที่ "อดีตพระพรหมเมธี" ซึ่งมีข่าวถูกรวบตัวได้ที่เยอรมนี มีเงินมหาศาลไปซื้อที่ดินในลาว
ที่ผ่านมา คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี คุณไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน เคยสรุปปัญหาหลักๆ ในวงการสงฆ์ 4 ประการ หนึ่งในนั้นก็คือการทับซ้อนกันระหว่าง "ทรัพย์สินส่วนตัวของพระ" กับ "ศาสนสมบัติของวัด"
ล่าสุด ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ปรีชา สุวรรณทัต ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสงฆ์ และกฎหมายการเงินการคลัง ให้สัมภาษณ์กับ "ล่าความจริง" เกี่ยวกับ "การแก้ปัญหาในเรื่องทรัพย์สินของพระสงฆ์" โดยเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ที่ยอมให้พระภิกษุมีทรัพย์สินได้ แถมยังทำพินัยกรรมหรือจำหน่ายจ่ายโอนให้ผู้อื่นในระหว่างที่มีชีวิตได้ด้วย
เนื้อหาของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 เขียนเอาไว้แบบนี้ "ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างมีชีวิตหรือโดยพินัยกรรม"
อธิบายง่ายๆ ก็คือ กฎหมายรับรองหรืออนุญาตให้พระสงฆ์ครอบครองทรัพย์สินได้ โดยเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างบวชด้วย แถมยังให้ทำพินัยกรรมหรือจำหน่ายจ่ายโอนได้
อาจารย์ปรีชา เห็นว่า การที่กฎหมายรับรองการมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของภิกษุเอาไว้แบบนี้ จริงๆ แล้วขัดต่อพระธรรมวินัยในสิกขาบทที่ห้ามภิกษุ "รับเอง ใช้ให้รับทอง เงิน หรือยินดีทอง เงิน ที่เขาเก็บไว้เพื่อตน" หากภิกษุใดล่วงละเมิดให้ถือเป็น "อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์"
แนวปฏิบัติที่ถูกต้องคือ มอบเงินไว้แก่ "ไวยาวัจกร" เพื่อให้จัดหาปัจจัย 4 คือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่นอนที่นั่ง และยารักษาโรค เมื่อภิกษุต้องการอะไร ก็บอกให้ "ไวยาวัจกร" จัดหามาให้
ฉะนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 จึงควรถูกยกเลิกไป หรือบัญญัติใหม่ให้มีสาระสำคัญดังนี้ "ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น และนำเข้า บัญชีธรรม ทั้งหมด ถ้าพระภิกษุมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่าย ให้ไวยาวัจกรเป็นผู้จัดถวายให้ตามความจำเป็น"
คำว่า "บัญชีธรรม" ก็คือบัญชีรายรับรายจ่ายของวัด ซึ่งมหาเถรสมาคมก็ควรกำหนดรูปแบบออกมาให้ชัดเจน
ขณะที่ "ไวยาวัจกร" ที่ตามกฎหมายคณะสงฆ์ให้มีฐานะเป็น "เจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา" นั้น ก็ต้องมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ และมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ไม่ใช่ให้เจ้าอาวาสตั้งใครก็ได้ คนสนิท คนใกล้ชิดแค่ไหนก็ได้ ตั้งคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ และยังอยู่ตำแหน่งไปจนกว่าจะตายจากกันเหมือนปัจจุบันด้วย
นี่คืออีกหนึ่งแนวทางปฏิรูปวงการสงฆ์ ตามแนวทาง "ดงขมิ้นใสสะอาด" ในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายและทรัพย์สินที่ผ่านมือพระ