"พระสังคม" สึก-ส่งเข้าคุกอีก 1
01 มิ.ย. 2561 | te

อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ (สังคม สังฆะพัฒน์) มอบตัว วืดประกัน ก่อนจับสึกส่งเข้าเรือนจำ ปฏิเสธโกงเงินการศึกษาพระ ส่วนอดีตพระพรหมสิทธิ มีอาการเครียดนอนคุกคืนแรก
ข่าว
01 มิ.ย. 2561 | te

อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ (สังคม สังฆะพัฒน์) มอบตัว วืดประกัน ก่อนจับสึกส่งเข้าเรือนจำ ปฏิเสธโกงเงินการศึกษาพระ ส่วนอดีตพระพรหมสิทธิ มีอาการเครียดนอนคุกคืนแรก
อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ นับเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสรูปที่ 4 ที่ถูกออกหมายจับคดีเงินทอนวัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ เดินทางถึงกองบังคับการปราบปราม(บก.ปป.)ได้เดินขึ้นบันไดด้านข้างอาคาร เพื่อเลี่ยงกองทัพสื่อมวลชนจากทุกแขนงที่เฝ้ารอติดตามทำข่าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งภายหลังเข้าพบคณะพนักงานสอบสวน ได้มีการถ่ายรูป พิมพ์ลายนิ้วมือ แจ้งข้อกล่าวหา ทำประวัติ จากนั้นแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ เข้าตรวจร่างกายตามขั้นตอนการสอบสวน
ทั้งนี้ ในส่วนของการสอบปากคำเป็นไปอย่างเคร่งเครียด เป็นเวลานานร่วม 5 ชั่วโมง เพื่อซักถามข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับพฤติการณ์และเรื่องราวทางคดี แต่อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ยังคงยืนกรานให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
สำหรับมูลเหตุสำคัญที่ทำให้อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับเพิ่มเติมรายใหม่ในคดีดังกล่าวและถูกถอดถอนสมณศักดิ์นั้น เนื่องจากแนวทางการสืบสวนพบหลักฐานว่า อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กระทำการทุจริตเงินงบประมาณจาก พศ. โดยการทำเรื่องเสนอขอเงินสนับสนุนจัดทำโครงการโรงเรียนพระปริยัติธรรม จากทาง พศ. จำนวน 10 ล้านบาท
หลังจาก พศ.ได้โอนจ่ายเงินสนับสนุนโครงการดังกล่าวเข้ามายังวัด อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์และอดีตพระราชกิจจาภรณ์ (เทอด วงศ์ชะอุ่ม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจในการบริหารจัดการเงินของทางวัด ได้ร่วมกันยักยอกถ่ายเทเงินจำนวนดังกล่าว โดยไม่ได้นำเงินเหล่านี้ไปจัดทำโครงการโรงเรียนพระปริยัติธรรมแต่อย่างใด
จากการตรวจสอบพบว่าพระทั้ง 2 รูป สั่งจ่ายเงินดังกล่าวออกเป็นแคชเชียร์เช็ค แล้วให้นายทวิช สังข์อยู่ เจ้าหน้าที่ของวัดสระเกศ ซึ่งถูกจับกุมก่อนหน้านี้ ไปทำการเบิกถอนออกมา โดยแต่ละครั้งที่มีการไปถอนเงินออกมาจะถอนครั้งละประมาณ 1.8 ถึง 1.9 ล้านบาท โดยจะไม่ให้เกินครั้งละ 2 ล้านบาท จนกว่าจะเบิกออกมาจนหมด ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเงินที่ถูกทุจริตทั้งหมดนี้ถูกถ่ายโอนไปที่ใดและถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้างต่อไป
ต่อมาในช่วงบ่าย หลังจากสอบปากคำอย่างเคร่งเครียดนานถึง 5 ชั่วโมง พ.ต.ท.ธนินท์รัฐ อ่วมเจริญพร พนักงานสอบสวน บก.ป. นำตัวอดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ ไปยื่นฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม ถึงวันที่ 11 มิถุนายน ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากยังสอบสวนรวบรวมพยานเอกสารไม่เสร็จสิ้นทั้งหมด จึงเกรงว่าหากปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาอาจจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนดำเนินคดี
ศาลออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคำร้องฝากขัง โดยสอบถามพนักงานสอบสวนถึงเหตุจำเป็นการฝากขัง ซึ่ง พ.ต.ท.ธนินท์รัฐ แถลงยืนยันเหตุผลในการฝากขังตามคำร้อง ส่วนทนายความผู้ต้องหาแถลงคัดค้านระบุว่า กรณีของผู้ต้องหาได้เข้ามอบตัวเอง ส่วนพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนอ้างตามคำร้อง พฤติการณ์ระบุว่า พศ.จัดสรรงบประมาณให้วัดสระเกศแล้วมีการถอนเงินจากบัญชีโดยกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งการรวบรวมเอกสารดังกล่าวก็น่าจะเสร็จสิ้นเพียงพอ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องฝากขังอีก ขณะที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าส่วนที่ทนายความแถลงคัดค้านว่าได้มอบตัวเองนั้น เป็นกรณีเรื่องที่เกี่ยวกับการประกันตัวเพื่อให้ศาลพิจารณาต่อไป ส่วนความจำเป็นของการฝากขังต้องพิจารณาว่าการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ ซึ่งศาลเห็นว่าเมื่อพนักงานสอบสวนยืนยันต้องสอบพยานอีก 10 ปาก โดยจะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ดังนั้น กรณีนี้จึงมีเหตุจำเป็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 จึงอนุญาตให้ฝากขังตามคำร้องเป็นเวลา 12 วัน
อย่างไรก็ตาม ทนายและลูกศิษย์ซึ่งเป็นฆราวาสได้เตรียมหลักทรัพย์ 5 แสนบาท สำหรับยื่นประกันตัว
ต่อมาเวลา 17.20 น. ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิจารณาคำร้องและหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวแล้ว ไม่อนุญาตให้อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ ผู้ต้องหา ประกันตัว เนื่องจากมีพฤติการณ์การกระทำเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำ จนเสื่อมเสียต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และเอกสารในคดีมีจำนวนมาก หากปล่อยชั่วคราว เกรงจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จนยากแก่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ จึงให้ยกคำร้อง
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงให้อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ สละสมณเพศ ถอดจีวรสวมชุดขาว ก่อนนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
สำหรับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เป็นพระสงฆ์อีก 1 รูป คือ พระจำนงค์ เอี่ยมอินทรา หรืออดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ยังคงอยู่ระหว่างการหลบหนี และยังไม่ติดต่อขอเข้ามอบตัว ซึ่งตำรวจกองปราบปรามได้นำกำลังชุดสืบสวนกดดันติดตามตัว อย่างเร่งด่วน และก่อนหน้านี้กองปราบปรามได้ทำหนังสืออายัดตัวญาติโยมคนสนิทอดีตพระพรหมเมธี เป็นชายไทย 1 คน หญิงไทย 1 คน และหญิงชาวลาว 1 คน รวม 3 คน ไปยังด่าน ตม.ทั่วประเทศแล้ว หลังเชื่อว่าจะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพาพระผู้ใหญ่รายนี้หลบหนี
ส่วนที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการควบคุมตัวนายธงชัย สุขโข หรืออดีตพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ผู้ต้องหาตามหมายจับ คดีร่วมกันฟอกเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนาและโครงการของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงฯ ของวัดสระเกศ รวม 63,700,000 บาท ภายหลังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางไม่อนุญาตให้ประกันตัวว่า นายธงชัยมีอาการค่อนข้างเครียดกว่าผู้ต้องหาในคดีเดียวกันที่เข้ามาในเรือนจำ โดยเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม หลังถูกนำตัวเข้ามายังเรือนจำ มีอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัดเจน ขอเพียงน้ำเปล่าดื่มเท่านั้น จึงให้เจ้าหน้าที่ช่วยเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ส่วนช่วงเช้าได้รับประทานอาหารเช้าข้าวต้ม ที่ทางเรือนจำจัดให้นักโทษทั่วไป
ผบ.เรือนจำฯ กล่าวต่อว่า สำหรับการตรวจร่างกายนายธงชัยเบื้องต้นมีโรคประจำตัวเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และโรคภูมิแพ้ ในช่วงเช้าได้ส่งนักจิตวิทยาประจำเรือนจำเข้าไปพูดคุยเพื่อผ่อนคลายและให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบเรือนจำ ตอนนี้ยังถูกคุมขังในแดนแรกรับห้องขังหมายเลข 13 ซึ่งมีเพื่อนผู้ต้องขังอยู่ร่วมกันประมาณ 10 กว่าคน
"ทางเรือนจำยังอนุโลมให้อดีตพระพรหมสิทธิแต่งกายเป็นเสื้อยืดและกางเกงสีขาว เพื่อไม่เป็นการกดดันหรือให้วิตกกังวลเกินไป รวมทั้งไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ โดยทางเรือนจำได้คุมขังในแดนแรกรับไปก่อนประมาณ 1 สัปดาห์ จึงค่อยย้ายแดนตามความเหมาะสม" ผบ.เรือนจำฯ กล่าว
ผบ.เรือนจำฯ กล่าวถึงอาการป่วยของนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี หรือ อดีตพระพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม และอดีตแกนนำ กปปส. เวทีแจ้งวัฒนะ ผู้ต้องหาคดีปลอมพระปรมาภิไธย อั้งยี่ซ่องโจร ว่า สำหรับโรคประจำตัวของนายสุวิทย์ที่ป่วยด้วยโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ปัจจุบันแพทย์ของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ยังคงมีการนัดตรวจอาการอยู่ โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้(31 พ.ค.) เจ้าหน้าที่เรือนจำนำตัวนายสุวิทย์ออกไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อทำกายภาพบำบัดด้วยการดึงหลัง โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที ก่อนนำตัวกลับมาควบคุมต่อยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วนอาการทั่วไปของนายสุวิทย์เริ่มดีขึ้นมากแล้ว แต่ยังคงให้ผู้ต้องขังชั้นดีคอยดูแลอยู่ตลอด เพราะยังลุกเดินเองไม่ค่อยไหว
ในส่วนของการเยี่ยมญาตินั้น นายสุวิทย์ได้มีการพูดคุยและทำความตกลงกับกลุ่มลูกศิษย์หรือบุคคลที่ต้องการเดินทางมาเยี่ยม โดยขอให้รวมตัวกันมาเยี่ยมเฉพาะวันพุธเท่านั้น เนื่องจากนายสุวิทย์เกรงว่าจะเป็นภาระของทางเรือนจำ เพราะแต่ละวันมีคนเดินทางมาเยี่ยมเป็นร้อยคน อย่างไรก็ตาม ทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีการบริหารจัดการในส่วนนี้เป็นไปตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว
"เรื่องการดูแลนายสุวิทย์นั้น ทางเรือนจำยืนยันว่าดูแลเหมือนผู้ต้องขังอื่นๆ ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ นายสุวิทย์ยังคงแต่งกายด้วยเสื้อสีขาว แต่กางเกงซึ่งจากเดิมเป็นกางเกงขายาวสีขาวนั้น ก็ตัดขากางเกงออกให้เป็นกางเกงขาสั้นแล้ว" ผบ.เรือนจำฯ กล่าว