หนึ่งเพราะเขามีภาพลักษณ์ที่ใกล้ชิดและสนับสนุนแกนแห่งอำนาจในรัฐบาลปัจจุบัน หนึ่งเพราะเขามีลูกศิษย์ลูกหาไม่ใช่น้อย และอีกหนึ่งเพราะปฏิบัติการครั้งนี้ถูกมองว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุ
การบุกจับ "พุทธะอิสระ" นั้น เกิดขึ้นในวันเดียวกันกับยุทธการกวาดจับพระผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต "เงินทอนวัด" ทั้งๆ ที่ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง จนถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นคนละกลุ่มความผิดด้วยซ้ำกัน แต่เหตุใดจึงเลือกปฏิบัติการในวันเดียวกัน
และหากจับแยกภารกิจการเข้าจับกุมจะเห็นว่าปฏิบัติการที่มีต่อพระที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัดจะมีความละมุนละม่อมกว่า แต่กับ "พุทธะอิสระ" ดูเหมือนจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามเพราะมีการใช้กำลังตำรวจ "คอมมานโด" เข้าบุกจับถึงกุฏิ มีการทุบทำลายประตู ดูคล้ายกับการบุกจับ "ผู้ร้ายอ้ายโจร" ที่มีคดีอุกฉกรรจ์และพร้อมจะต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดเวลา
แม้ต่อมาจะมีชุดคำชี้แจงที่บอกว่าที่ต้องทำเช่นนี้เพราะที่ผ่านมา "พุทธะอิสระ" มีการ์ดกปปส.รายล้อม แถมคดีที่ถูกแจ้งก็เป็นเรื่องอั้งยี่ ซ่องโจร จากการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เมื่อปี 2556-2557 แต่ภาพที่ออกมายังถือว่าขัดตาคนจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะกองเชียร์ที่ศรัทธาในตัวผู้ตกเป็น "จำเลย" เพราะปฏิบัติการครั้งนี้พวกเขามองว่าทำเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกจับกุมไม่ได้มีท่าทีที่จะต่อต้าน
สำทับด้วยคำขอโทษจากคนที่ถูกมองว่าเป็น "ลูกศิษย์" อย่าง 2 ป. "ประยุทธ์ จันทร์โอชา - ประวิตร วงษ์สุวรรณ" ที่ออกมาตำหนิการกระทำของเจ้าหน้าที่ว่าทำไม่เหมาะสม ยิ่งเป็นการยืนยันว่าปฏิบัติการครั้งนี้มีปัญหาในวิธีการปฏิบัติที่อาจจะเข้าข่ายการละเมิดสิทธิ
แถมค่ำคืนนั้น "พุทธะอิสระ" ยังไม่ได้รับการประกันตัว ทำให้เขาต้องถอดผ้าเหลือง กลับมาเป็น "นายสุวิทย์" แน่นอนว่ายิ่งสะเทือนใจสาวกหนักขึ้นไปอีก คำถามดังกระหึ่มยิ่งขึ้น เพราะว่ากันตามความเป็นจริงแล้วคนกลุ่มนี้แทบจะเป็นคนกลุ่มสุดท้ายของผู้ที่ถูกนิยามว่าเป็น "กองหนุน" ของ "ประยุทธ์ จันทร์โอชา"
การออกมาขอโทษของ "ประยุทธ์-ประวิตร" แสดงให้เห็นความกังวลของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่งเพราะจะไม่เป็นผลดีต่อสถานการณ์การเมืองของรัฐบาลที่อยู่ในช่วงขาลง พวกเขาจึงต้องทำอะไรสักอย่าง
อย่างไรก็ตามก็ต้องถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ผู้นำประเทศเริ่มเข้าใจว่าปฏิบัติการแบบใดเรียกว่า "เกินกว่าเหตุ" หรือแบบใดที่เป็นการ "ละเมิดสิทธิ" และรู้จักการออกมาขอโทษเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐกระทำในสิ่งที่ไม่สมควร เช่นนี้ต้องเรียกว่าเป็นการวางบรรทัดฐานที่ดี
เพราะสิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นกันมาตลอดนับแต่มีการรัฐประหาร 2557 คือการเข้าจับกุมบุคคลในแบบที่ไม่เหมาะสม มีการละเมิดสิทธิแบบนับไม่ถ้วน บางคนถูกบุกเข้าจับกุมแบบรุนแรง บางคนถูกเจ้าหน้าที่รัฐอุ้มไปดื้อๆ บางคนถูกเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปข่มขู่ ภายใต้วาทกรรมที่เรียกว่า "การพูดคุยปรับทัศนคติ" บางคนถูกกระทำชนิดที่ไม่มีโอกาสใช้กฎหมายปกติในการต่อสู้ทั้งๆ ที่ข้อกล่าวหาที่โดนตั้งเป็นเพียงการแสดงความเห็นที่ไม่เหมือนกับที่ผู้กุมอำนาจต้องการ หรือเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองไม่ต้องการเห็น
ปฏิบัติการจับกุม "พุทธะอิสระ" จึงเป็นเพียงอีกหนึ่งตัวอย่างของการละเมิดสิทธิในช่วงหลังๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เจ้าหน้าที่รัฐสามารถทำได้ถึงขนาดนี้ นั่นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมามีคนกลุ่มหนึ่งคอยให้ท้ายสนับสนุนการละเมิดสิทธิบุคคลอื่นอยู่อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการป่าวร้องตะโกนว่าถูกกระทำ "เกินกว่าเหตุ" หรือใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องก็มักจะถูกคนกลุ่มหนึ่งตราหน้าว่า "สมควรแล้ว"
คนที่โดนสมควรเพราะเป็นพวก "ไม่รักชาติ" พวก "ก่อความไม่สงบ" ทั้งๆ ที่ความผิดยังไม่ได้ตัดสิน ทั้งๆ ที่สัดส่วนการกระทำไม่สัมพันธ์กับสิ่งที่ได้รับ แต่คนเหล่านี้ก็ยังให้ใบอนุญาตกระทำอยู่เรื่อยๆ ภายใต้ความสะใจที่คนที่ไม่ใช่พวกของตัวเองถูกกระทำ
แต่เมื่อมาวันนี้หอกได้ย้อนกลับมาทิ่มแทงคนที่ตัวเองสนับสนุนจึงได้เห็นถึงความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย ทั้งๆ ที่เรื่องแบบนี้ได้เกิดขึ้นมาบนผืนแผ่นดินแห่งนี้มาเรื่อยๆ
คำถามต่อไปคือจากนี้ไปคนเหล่านี้จะทำเช่นไร จะเห็นถึงความสำคัญของ "สิทธิ" และ "กระบวนการยุติธรรม" ตามปกติหรือไม่ หรือสุดท้ายก็จะยังสะใจที่คนฝั่งตรงข้ามถูกกระทำภายใต้รอยยิ้้ม "สมน้ำหน้า" และร้องโอดโอยเมื่อถึงคราวพรรคพวกของตัวเอง
เช่นเดียวกับรัฐบาลที่ต้องเลือกเคารพสิทธิ เลือกจะขอโทษทุกฝ่ายที่ตัวเองก้าวล่วง "สิทธิ" มิใช่เลือกที่จะขอโทษแต่คนที่อยากจะขอโทษ และเดินหน้าทำแบบเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นาทีนี้จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกทางไหน "สิทธิ" และ "กระบวนการยุติธรรมปกติ" ที่ประชาชนพึงมีพึงได้ หรือยังจะให้ใบอนุญาตละเมิดสิทธิอยู่ร่ำไป ตราบใดที่ยังไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง
เรื่องแบบนี้ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง