ตามที่ "ล่าความจริง" เคยเล่าให้ฟังเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการที่เรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า "ดงขมิ้นใสสะอาด" นั้น มี "คณะทำงานชุดพิเศษ" ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลและกำกับทิศทางในภาพรวม ซึ่งนอกจากการดำเนินคดีกับ "พระเถระชั้่นผู้ใหญ่" ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายทุจริตเงินอุดหนุนวัด ฟอกเงิน และบางรูปอาจมีสัมพันธ์กับสีกาถึงขั้นปาราชิก โดยเป็นการดำเนินการที่มีตำรวจสอบสวนกลางเป็นเจ้าภาพแล้ว ยังมีการพิจารณาจัดทำ "แผนปฏิรูปวงการสงฆ์" เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอด้วย เพราะปัญหาบางส่วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาที่ตัวพระเท่านั้น
แนวทางการปฏิรูปที่มีการยกร่างเตรียมเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เช่น
หนึ่ง ปฏิรูปมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการปกครองคณะสงฆ์ไทย โดยให้พระที่ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งก่อนและหลังดำรงตำแหน่ง และมีการตรวจสอบประวัติ ตลอดจนความเหมาะสมด้านต่างๆ ตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช
สอง การตั้งพระสังฆาธิการ ซึ่งหมายถึงพระผู้ปกครองสงฆ์ตั้งแต่เจ้าคณะภาคลงมาจนถึงผู้ช่วยเจ้าอาวาส บางส่วนมีการวิ่งเต้น เล่นพรรคเล่นพวก จึงควรมีการกำหนดคุณสมบัติให้ชัดเจน เช่น มีวัตรปฏิบัติตามแนวทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความรอบรู้เรื่องพระธรรมวินัย นอกจากนั้น เจ้าคณะแต่ละภาค ควรเป็นตัวแทนของสงฆ์ในพื้นที่นั้นๆ เพื่อป้องกันระบบเส้นสาย ส่งพระจากส่วนกลางไปเป็นเจ้าคณะภาพ ทั้งๆ ที่ไม่ได้สังกัดวัดในพื้นที่นั้นๆ
สาม เรื่องศาสนสมบัติของวัด ซึ่งทับซ้อนกับทรัพย์สินส่วนตัวของพระ เรื่องนี้จะต้องยกเครื่องทั้งกฎหมายและระเบียบปฏิบัติใหม่ให้ชัดเจน
แนวทางการปฏิรูปวงการสงฆ์ที่เตรียมเสนอกันล่าสุดนี้ เนื้อหาบางส่วนสอดคล้องกับรายงานการศึกษาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ที่เคยจัดทำไว้เมื่อปี 58 ซึ่งพบปัญหาในกิจการพระพุทธศาสนาทั้งหมด 4 ประเด็น คือ 1.เรื่องทรัพย์สินของวัดกับของสงฆ์ 2.ปัญหาของพระสงฆ์ที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย นำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธา 3.การบิดเบือนหลักธรรมคำสั่งสอน และ 4.โครงสร้างปกครองคณะสงฆ์ที่รวมศูนย์อำนาจมากเกินไป
ประเด็นการปฏิรูปวงการสงฆ์ยังมีรายละเอียดที่ต้องพูดกันยาวๆ ซึ่ง "ล่าความจริง" จะทยอยนำมาเสนอเป็นตอนๆ ควบคู่ไปกับคดีเงินทอนวัด และคดีที่เกี่ยวพันกับพระเถระผู้ใหญ่ต่อไป