ซึ่งก่อนหน้าได้ส่งมอบเงินของผู้เสียหายที่สามารถยับยั้งการถอนจากมิจฉาชีพแล้ว จำนวน 77 ราย รวมเป็นเงิน 12,347,286.21 บาท และในวันนี้ (28 พ.ค.61) ได้ส่งมอบเงินของผู้เสียหายที่สามารถยับยั้งการถอนจากมิจฉาชีพ จำนวน 5 ราย จำนวนเงิน 467,359 บาท รวมส่งมอบเงินคืนผู้เสียหายไปแล้วทั้งสิ้น 82 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 12,814,645.21 บาท
สำหรับสถิติการรับเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งแต่การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงาน ปปง. มีผู้แจ้งผ่านสายด่วน ปปง. 1710 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 จนถึงปัจจุบัน (28 พ.ค.61) มีผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงิน จำนวน 369 ราย เหตุเกิดแล้วรีบแจ้ง 201 ราย เหตุเกิดแล้วแจ้งภายหลัง 168 ราย รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 160,424,821.86 บาท สามารถยับยั้งและช่วยเหลือได้จำนวน 85 ราย มูลค่ารวม 36,750,014.69 บาท
นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการกองคดี 1 กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอแจ้งเตือนผู้สูงวัยอยู่บ้าน ตามลำพัง โดยมิจฉาชีพจะโทรศัพท์เข้าเบอร์บ้าน แล้วอ้างตัวเป็นตำรวจระดับสูงบอกเหยื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หากไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจจะถูกระงับบัญชีและหมายเลขโทรศัพท์ เมื่อเหยื่อถูกข่มขู่จะหลงเชื่อเพราะตกใจกลัว มิจฉาชีพจะขอทราบหมายเลขบัญชีธนาคารและเงินคงเหลือในบัญชีทุกธนาคารแล้วหลอกลวงเหยื่อว่าจะทำการตรวจสอบบัญชีโดยขอให้เหยื่อปิดบัญชีเงินฝากทุกบัญชี แล้วนำเงินทั้งหมดไปเปิดบัญชีใหม่ที่ธนาคาร และให้เหยื่อทำบัตรเอทีเอ็มในการกดเงิน จากนั้นเหยื่อจะนำเงินสดทุกบัญชีฝากเข้าบัญชีที่เปิดใหม่ แล้วกลับบ้านโดยเหยื่อไม่เอะใจหรือสงสัย เพราะเงินทั้งหมดตนเองนำฝากในบัญชีใหม่ หลังจากนั้นผ่านไป 2 - 3 ชั่วโมง พบว่าเงินถูกถอนออกจากบัญชีไปจนหมดบัญชี จึงแจ้งไปยังธนาคารพบว่ามีว่าการถอนออกไปด้วยอินเตอร์เนตแบงค์กิ้ง อย่างรวดเร็ว