นี่คือระเบียบกระทรวงคลังฉบับใหม่ ว่าด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้าง ที่ก่อปัญหาให้กับส่วนราชการจำนวนมาก และกระทบต่อขวัญกำลังใจของบุคลากรด้านสาธารณสุข ระเบียบนี้สรุปสาระสำคัญง่ายๆ ก็คือ หากหน่วยงานใดต้องการจ้างพนักงานหรือลูกจ้าง ต้องให้ปลัดกระทรวงการคลังพิจารณาก่อน การจ้างลูกจ้าง ทำได้ไม่เกิน 1 ปีงบประมาณ อัตราค่าจ้างต้องไม่เกินค่าจ้างขั้นต่ำของตำแหน่งและวุฒิการศึกษาของตำแหน่งนั้น เมื่อเทียบเคียงกับตำแหน่งราชการ และไม่มีการเลื่อนขั้นค่าจ้าง
หลังระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ ได้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะโรงพยาบาลในต่างจังหวัด ไม่เว้นแม้แต่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา ก็แต่งดำประท้วงกัน ขณะที่ทันตแพทยสภา ก็ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทบทวนระเบียบฉบับนี้
กระแสคัดค้านลุกลามไปถึงมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษา มีแถลงการณ์จากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏด้วย
แต่เลขานุการที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย หรือ ทปสท. มองว่า ระเบียบของกระทรวงการคลังฉบับนี้ จริงๆ แล้วไม่ส่งผลกระทบกับมหาวิทยาลัยของรัฐมากนัก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั้งยังมองเป็นเรื่องดีที่กระทรวงการคลังพยายามออกระเบียบมาดูแลการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณของมหาวิทยาลัยให้มีธรรมาภิบาล เพราะที่ผ่านมามหาวิทยาลัยราชภัฏบางแห่ง มีการกำหนดอัตราจ้างลูกจ้างอย่างไม่โปร่งใส และเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกตัวเอง
นี่คือระเบียบตัวแรกที่เป็นข่าว และเป็นกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ยังมีระเบียบกระทรวงการคลังอีก 1 ฉบับที่ไม่เป็นข่าว แต่บังคับใช้แล้วเช่นกัน คือ "หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการจ่ายค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้ที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์" พูดง่ายๆ คือเป็นระเบียบที่ออกมา "ตีกรอบ" การจ้างพวกข้าราชการที่เกษียณอายุไปแล้ว คืออายุเกิน 60 ปี เข้ามาดำรงตำแหน่งหรือทำหน้าที่ต่างๆ ในส่วนราชการแต่ละแห่ง
จริงๆ แล้วเรื่องนี้ ส่วนราชการทั่วไปไม่ค่อยมีปัญหา เพราะไม่ค่อยมีการจ้างข้าราชการที่เกษียณอายุแล้วให้ทำงานต่อ แต่ที่มีปัญหามาก คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่มีการตั้งผู้บริหารที่เกษียณอายุแล้ว โดยเฉพาะอธิการบดี ให้นั่งเป็นอธิการต่อไป จากการสนับสนุนของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็น "สภาเกาหลัง" เอื้อประโยชน์กัน แล้วก็ตั้งเงินเดือนสูงมาก บางแห่งมากกว่า 2 แสนบาท สูงกว่านายกรัฐมนตรีเสียอีก
อาจารย์เชษฐา ในฐานะเลขานุการ ทปสท. บอกว่า ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยราชภัฏนับสิบแห่ง มีการตั้งอธิการบดีที่เกษียณแล้ว (ซึ่งโดยปกติต้องพ้นตำแหน่ง) ให้เป็นอธิการบดีต่อไป แถมยังตั้งเงินเดือนสูงมาก แต่ไม่มีใครทำอะไรได้ แต่วันนี้ กระทรวงการคลังออกระเบียบมาแล้ว โดยใช้ข้อ 6 เขียนชัดเจนว่า อัตราค่าตอบแทน ต้องไม่เกินอัตราเงินเดือนเดือนสุดท้ายก่อนเกษียณอายุ ฉะนั้นเมื่อระเบียบนี้มีผลบังคับใช้แล้ว สภามหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งต้องทำให้ถูกต้อง
ระเบียบบังคับใช้แล้ว และเขียนชัดเจนขนาดนี้ ก็ต้องรอดูว่าบรรดาผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐที่อายุเกิน 60 ปี เรียกว่าพ้นวัยแซยิดไปแล้วเนี่ย แต่ยังนั่งตำแหน่งบริหาร ได้เงินเดือนสูงหลักแสนบาท จะทำอย่างไรกันต่อไป ข่าวบอกว่าเงิน 1-2 แสนบาทนี่เฉพาะเงินเดือนนะ ยังไม่รวมเงินประจำตำแหน่ง และค่าพาหนะเหมาจ่ายอีก รวมๆ แล้วมากกว่า 5 หมื่นบาท ซึ่งทาง ทปสท.บอกว่าจะติดตามตรวจสอบว่าสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ปล่อยปละละเลย ไม่ยอมทำตามระเบียบกระทรวงการคลังฉบับนี้หรือไม่