โดยนางสาว เอ เปิดเผยว่า ตนทำอาชีพเป็นไกด์อิสระให้กับทัวร์ชาวจีนในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยก่อนหน้านี้ประมาณ 4-5 วัน ได้มีผู้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่งใช้รูปโปรไฟร์เป็นชาวต่างชาติ แอดเข้ามาขอเป็นเพื่อน ตนจึงเข้าไปดูโปรไฟร์และข้อมูลของชาวต่างชาติรายนี้พบว่ามีการลงข้อมูลทำธุรกิจหลายอย่างและมีการนำภาพถ่ายการทำงานขึ้นโชว์ในเฟสบุ๊ค ตนจึงตัดสินใจรับเป็นเพื่อน ผ่านไปไม่กี่วันก็ได้รับข้อความจากชาวต่างชาติรายนี้ผ่านทางอินบล็อกและได้มีการแชทพูดคุยกันปกติทั่วไป
แต่การแชทของชาวต่างชาติจะพิมพ์มาเป็นภาษาไทย เมื่อตนสอบถามว่าใช่คนต่างชาติจริงหรือไม่ทำไมพิมพ์ภาษาไทยได้ ชาวต่างชาติตคนดังกล่าวได้อ้างว่าใช้แอปแปลภาษาไทยในการพิมพ์สนทนา ซึ่งแรกๆตนเองก็ไม่ได้เอะใจและก็มีการแชททักทายกันเรื่อยมาผ่านไป 3 วัน ชายชาวต่างชาติคนดังกล่าวได้บอกว่าอยากเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่ติดเรื่องการนำทรัพย์สินทั้งเงินสดดอลล่าร์จำนวนมากและทองรูปพรรณต่างๆ เข้ามายังประเทศไทยไม่ได้หากจะนำเข้าจะต้องเสียภาษีศุลกากรแพงมาก และมีวิธีเดียวคือว่าจ้างบริษัทขนส่งเอกชนนำเข้ามาแต่จะต้องจ่ายค่าขนส่ง
โดยจะส่งทรัพย์สินทั้งหมดมาไว้ที่ตนก่อน แต่ตนต้องสำรองจ่ายค่าขนส่งให้ก่อน และไปติดต่อรับทรัพย์สินดังกล่าวมาเก็บไว้เพื่อเตรียมลงทุนในประเทศไทยและแบ่งรายได้กันตนยอมรับว่าอาจเกิดความโลภจึงตอบตกลงไป และให้ชาวต่างชาติรายนี้ส่งทรัพย์สินผ่านทางบริษัทขนส่งมายังประเทศไทยพร้อมแนบหลักฐานการส่งสินค้ามาให้ตนดู
นางสาวเอ เล่าต่ออีกว่า หลังจากนั้นผ่านไปวันเดียวชายชาวต่างชาติคนดังกล่าวได้ส่งหลักฐานการส่งสินค้าของบริษัทเอกชน มาให้ โดยระบุชื่อผู้รับคือตนเองและเบอร์ติดต่อบริษัทขนส่ง ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นคล้ายกับบัตรขนส่งสินค้าที่จะต้องให้มีการระบุชื่อผู้ส่งและผู้รับ ซึ่งตนเองดูจากภาพถ่ายที่ได้รับก็มีการระบุไว้อย่างชัดเจน ตนจึงตัดสินใจติดต่อไปยังบริษัทขนส่งโดยปลายทางมีหญิงวัยกลางคนเป็นคนรับสายและมีการพูดคุยรายละเอียดกันตามข้อมูลที่ชายชาวต่างชาติรายนี้แจ้งไว้ โดยหญิงคนดังกล่าวที่อ้างว่าอยู่ในบริษัทขนส่งได้ชี้แจงค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีและค่าขนส่งรอบแรกเป็นเงิน 15,000 บาท