"ล่าความจริง" ได้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย อธิบายเอาไว้แบบนี้ว่า ตำรวจสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาคนเดียวกันหลายๆ หมายได้ ในความผิดฐานเดียวกัน หากเป็นการกระทำที่เรียกว่า "ต่างกรรมต่างวาระกัน" และทั้งตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวน กับอัยการก็สามารถทำสำนวนแยกฟ้องเป็นหลายๆ คดี ตามจำนวนหมายจับที่ออกก็ได้ หรือจะฟ้องรวมเป็นคดีเดียวก็ได้เหมือนกัน แต่คดีลักษณะนี้ เมื่อไปถึงชั้นศาล ศาลจะสั่งรวมคดีทั้งหมด เพื่อความสะดวกในการพิจารณา
หลักเกณฑ์ในการรวมคดี ก็คือ มีประจักษ์พยาน หรือพยานหลักฐานชุดเดียวกัน และมีผู้เสียหายกลุ่มเดียวกัน ซึ่งเมื่อรวมคดีแล้ว เวลาขึ้นเบิกความ / ผู้เสียหายทุกคนไม่จำเป็นต้องมาเบิกความก็ได้ ประโยชน์ก็คือ ความรวดเร็วในการพิจารณาคดี
ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายท่านนี้ มองว่า สิ่งที่ตำรวจทำกับคดีคุณสันธนะ ไม่เป็นความผิด ถือว่ากระทำได้ จึงสรุปไม่ได้ว่ามีเจตนากลั่นแกล้ง แต่การแจ้งข้อหาเพิ่ม เวลามีผู้เสียหายมาเข้าร้องทุกข์เพิ่มเติมในพยานหลักฐานชุดเดียวกัน เช่น กรณีตลาดใหม่ดอนเมือง หากมีพ่อค้าแม่ค้ามาแจ้งความเพิ่ม โดยมารยาทไม่ควรออกหมายจับใหม่อีก โดยเฉพาะถ้าผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เพราะสามารถแจ้งข้อหาเพิ่มได้เลย ถ้าออกหมายจับใหม่อีก อาจถูกมองว่ามีเจตนากลั่นแกล้งได้เหมือนกัน ซึ่งคดีนี้ คุณสันธนะก็ได้รับประกันตัวจากศาล ก็แสดงว่าศาลเชื่อระดับหนึ่งว่าไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี
สำหรับการดำเนินคดีในความผิดฐาน "กรรโชกทรัพย์" นักกฎหมายคนนี้ให้ข้อสังเกตว่า การจะเอาผิด พันตำรวจโทสันธนะ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ ซึ่งบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 คือ
1.ผู้กระทำผิดต้องมีพฤติการณ์ "ข่มขืนใจ" คือข่มขู่ให้ผู้อื่นยอมจ่ายทรัพย์สิน
2.การกระทำข่มขืนใจนั้น ต้องใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง
ถ้าเข้าองค์ประกอบ 2 ข้อนี้ จึงจะผิดฐาน "กรรโชกทรัพย์" มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท แต่ถ้ามีการขู่ฆ่า ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส หรือขู่ว่าจะเผาทรัพย์สิน รวมทั้งมีอาวุธติดตัวมาขู่ด้วย จะเพิ่มโทษเป็นจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี
จากองค์ประกอบของความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ทำให้นักกฎหมายตั้งคำถามว่า ตำรวจมีหลักฐานมัดตัวคุณสันธนะกับพวกมากขนาดนั้นหรือไม่ เพราะการเรียกเก็บเงินจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาด กลุ่มที่เข้าไปเก็บผลประโยชน์ มักทำอย่างรอบคอบรัดกุม มีการจัดประชุม และเรียกเก็บเงินเพื่อแลกกับการอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น มาตรการรักษาความสะอาด มาตรการดูแลความปลอดภัย หรือจัดการจราจร หากมีการประชุม แล้วเสียงส่วนใหญ่ของพ่อแค้แม่ค้ายอมจ่าย ก็จะเข้าลักษณะ "สัญญาต่างตอบแทน" แบบนี้เอาผิดฐาน "กรรโชกทรัพย์" ได้ยาก ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล
"ล่าความจริง" ยังได้พูดกับกับนักกฎหมายอีกหลายคน วิจารณ์ตรงกันว่า ปฏิบัติการของตำรวจที่ใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษ "อรินทราช 26" บุกจับ พันตำรวจโท สันธนะ ถือว่ากระทำการเกินกว่าเหตุ เข้าลักษณะขี่ช้างจับตั๊กแตน บางคนมองว่าให้ราคาผู้ต้องหามากเกินไปหรือเปล่า ส่วนการออกหมายจับถึง 8 หมายในข้อหาเดียวกัน ก็มีลักษณะเหมือนเป็นการประจานผู้ต้องหา ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่รัฐควรทำตัวให้เป็นแบบอย่าง ไม่ว่าผู้ต้องหาหรือผู้กระทำผิดจะแสดงพฤติกรรมอย่างไร ก็ควรยึดหลักกฎหมาย ดำเนินการไปตามครรลองที่เหมาะสม เพื่อรักษาเกียรติภูมิของกระบวนการยุติธรรม