จับกุมตัวน.ส. พิมลพรรณ แสงประทุม อายุ 44 ปี และนายวุธานุสรณ์ สุภาพ อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาพร้อมของกลางบัตรอีเล็กทรอนิกส์ (มาสเตอร์การ์ด) 1 ใบ สำเนาใบเสร็จรับเงิน ห้างสรรพสินค้าดังกล่าว 1 ใบ และโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อซัมซุง รุ่น Galaxy S9 สี Mildnight Black 1 เครื่อง โดยสามารถจับกุมได้ที่บริเวณจุดรับชำระสินค้า แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
สืบเนื่องจากขณะที่ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่นั้น ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างดังกล่าวว่า พบบุคคลต้องสงสัยมีท่าทางเป็นพิรุธ จำนวน 2 คน เดินเลือกซื้อสินค้าอยู่ภายในห้าง บริเวณแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า จึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบน.ส.พิมลพรรณ และนายวุธานุสรณ์กำลังชำระเงินสินค้าด้วยบัตรเครดิต จากนั้นเห็นผู้ต้องหารายแรกเซ็นชื่อในบิลถึง 6 ครั้ง แต่ก็ไม่ผ่าย เนืาองจากลายเซ็นไม่ตรงกับทางเจ้าของบัตร ทางตำรวจชุดจับกุมจึงแสดงตัวขอทำการตรวจสอบบัตรประชาชนว่ามีชื่อตรงกันกับในบัตรเครดิตดังกล่าวหรือไม่ ผลปรากฎว่าชื่อไม่ตรงกันกับชื่อตามบัตรประชาชนทั้งสองคน โดยชื่อตามบัตรดังกล่าวเป็นชื่อชาวต่างชาติ จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่สน.ทองหล่อ
จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งสองราย ให้การยอมรับสารภาพว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นของบุคคลอื่นไม่ทราบว่าเป็นของใคร เมื่อคืนที่ผ่านมา (9 พ.ค.61) เวลาประมาณ 23.00 น. นายวุธานุสรณ์ ได้เก็บบัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยได้มาจากตู้กดเงินของธนาคารแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ริมถนนภายในซอยสุขุมวิท 4 แขวงคลองเตยเหนือ เขตคลองเตย กทม. จากนั้นได้มาให้น.ส. พิมลพรรณ เป็นคนเก็บเอาไว้ และวันนี้จึงได้ชักชวนกันออกมาซื้อสินค้า และทดลองใช้บัตรดังกล่าว ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเพื่อชำระซื้อสินค้าแทนเงินสด โดยเลือกโทรศัพท์รุ้นดังกล่าวที่เป็นสินค้าตัวใหม่ และมีราคาสูง และน.ส.พิมลพรรณ ได้เป็นผู้ลงลายมือเซ็นชื่อในใบเสร็จดังกล่าว แต่เซ็นเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน จึงคิดออกอุบายว่าจะขอนำบัตรดังกล่าวไปกดเงินสดเพื่อมาชำระ แต่มาถูกจับก่อน ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองตั้งใจจะนำโทรศัพท์ไปขาย แล้วนำเงินมาใช้จ่าย เนื่องด้วยช่วงนี้ตกงาน ไม่มีเงินใช้ และก่อเหตุเป็นครั้งแรก
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจาก ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น และเป็นเจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวว่าตนได้ทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์หายไปเมื่อเวลาประมาณ 23.30 น.ของวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา จึงประสานเดินทางมารับมอบทรัพย์สินคืนจากทางตำรวจ ซึ่งทางผู้เสียหายดีใจเป็นอย่างมากที่ได้ทรัพย์สินคืน และยังขอบคุณทางตำรวจที่ทำงานอย่างรวดเร็วอีกด้วย
เบื้องต้นแจ้งข้อหา "ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือร่วมกันรับของโจร, ร่วมกันมีและใช้บัตรอีเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และเพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระราคาสินค้าแทนการชำระด้วยเงิน"