"ดูด" สูตรไหน จะถูกใจ "บิ๊กตู่"
28 เม.ย. 2561 | te

เมื่อปฏิบัติการ "ดูด" ถูกนายกฯระบุว่าเป็นเรื่องปกติตามครรลองประชาธิปไตย แต่คำถามตอนนี้คือ ที่กำลังดูดและดูดมาแล้ว เพื่ออะไรและตอบสนองสูตรไหน นายกคนใน หรือ คนนอก
ข่าว
28 เม.ย. 2561 | te

เมื่อปฏิบัติการ "ดูด" ถูกนายกฯระบุว่าเป็นเรื่องปกติตามครรลองประชาธิปไตย แต่คำถามตอนนี้คือ ที่กำลังดูดและดูดมาแล้ว เพื่ออะไรและตอบสนองสูตรไหน นายกคนใน หรือ คนนอก
ถึงเวลานี้คงไม่ต้องเหนียมอายกันแล้วว่ามีความพยายามที่จะตั้งพรรคการเมืองโดยคนของรัฐบาลเพื่อที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหลังการเลือกตั้ง แต่สูตรที่ว่าจะมาแบบไหนนั้นยังไม่ลงตัวว่าจะเป็นนายกฯ คนใน หรือนายกฯ คนนอก
แต่เบื้องต้นไม่ว่าจะสูตรคนในหรือคนนอก สิ่งที่จำเป็นต้องมีคือเสียงในสภาหลังการเลือกตั้งที่จะคอยสนับสนุน
สูตรแรก "นายกฯ คนนอก" สูตรนี้ไม่ยากไม่เย็นอะไรเพราะมีรัฐธรรมนูญเปิดช่องเอาไว้แล้วว่าถ้าส.ส. เลือกนายกฯ ที่มาจากบัญชีพรรคกันเองไม่ได้ก็จะเข้าสู่สภาวะเลือกโดยรัฐสภาอันมีเสียงส.ว.250 คนที่ทุกคนแต่งตั้งโดย คสช. มาเป็นตัวช่วยพิเศษ
อย่างไรก็ตามใช่ว่าลำพังเสียงส.ว. จะช่วยได้ทั้งหมด เพราะจำเป็นต้องมีเสียงส.ส. เป็นตัวหลัก ขั้นแรก...ขอยกเว้นการใช้บัญชีนายกฯ ที่ต้องใช้เสียงสองในสามของที่ประชุมร่วมซึ่งก็คือ 500 เสียงจาก 750 เสียง ลำพังเสียงส.ว. ยังไม่เพียงพอ ต้องมีส.ส. จำนวนหนึ่งร่วมเพื่อให้ขั้นตอนนี้สำเร็จ
ส่วนขั้นตอนเลือกนายกฯ อาจจะไม่ต้องการเสียงส.ส. มาช่วยมากนัก เพราะใช้เสียงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมร่วมรัฐสภาคือ 350 จาก 700 หากหัก 250 เสียงที่มาจากพรรคส.ว. ก็เหลืออีกเพียง 150 เสียงที่ต้องมาจาก ส.ส.
ช้าก่อน...เรื่องราวไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเพราะถึงแม้จะได้เป็นนายกฯ แต่เสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนมีเพียง 150 เสียง ก็จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แม้จะเป็นนายกฯ ได้ก็ยากที่จะบริหารประเทศ เพราะกฎหมายต่างๆ จะผ่านสภาไม่ได้ง่าย รวมถึงอาจจะตกม้าตายตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งแรกเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นอย่างน้อยเพื่อความราบรื่นในการบริหารงานต้องมีเสียงพรรคร่วมรัฐบาลให้มากกว่า 250 เสียง ยิ่งเยอะเท่าไหร่ยิ่งดี
สูตรสอง "นายกฯ คนใน" สูตรนี้จะตัดปัญหาเรื่องความเสี่ยงในการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แถมยังตัดข้อครหาเรื่องนายกฯ คนนอก แต่สูตรนี้ต้องมีเสียงสนับสนุน 250 เสียง และที่สำคัญต้องเอาชื่อของ "ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ไปไว้ในบัญชีเสนอชื่อนายกฯ ของพรรคให้ได้
มีข้อแม้ว่าสามารถเลือกได้หนึ่งเดียวเท่านั้นว่าจะไปอยู่ในบัญชีพรรคไหน ซึ่งคล้ายกับการเอาตัวไปผ่านการเลือกตั้งนั่นเอง
ถามว่าการสังกัดพรรคไหนสำคัญอย่างไร เพราะอย่างไรเสียก็มีเสียงสนับสนุนรอยกมือให้อยู่เป็นจำนวนมาก คำตอบอยู่ที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่เขียนให้พรรคที่จะเสนอชื่อต่อสภาได้ต้องมีเสียงอย่างน้อยร้อยละ 5 หรืออย่างต่ำ 25 เสียง
แปลว่าหากพรรคที่ "ประยุทธ์" ไปอยู่นั้นเล็กมากเกินไป เลือกตั้งแล้วได้เสียงน้อยกว่า 25 เสียง นอกจากจะเปลืองตัวแล้วยังจะชวดตำแหน่งนายกฯ เอาดื้อๆ ทั้งแบบคนในและคนนอก
เมื่อดูทั้งสองเหตุผลแล้วจึงเห็นว่าแม้จะดูดเหมือนกัน แต่เส้นทางและปลายทางอาจจะต่างกัน ถ้าดูดด้วยหวังนายกฯ คนนอก เขาก็แค่หาพรรคพันธมิตร ทุกคนจะยังอยู่พรรคเดิม แค่รอร่วมงานกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล แต่หากหวังจะเสนอชื่อเป็นนายกฯ คนใน แน่นอนว่าคนที่ดูดมานั้นต้องมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แม้จะไม่ได้ทั้งหมดที่ดูดมา แต่ส่วนหนึ่งก็ยังดี และต้องการันตีว่าเลือกตั้งครั้งหน้าต้องเกิน 25 ที่นั่ง
นอกจากนี้ส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับคือการ "ดูด" นั้นถือว่ากระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์พอสมควร การหวังให้เกิดกระแสพรรคหนุน "ลุงตู่" แทบจะลืมไปได้เลย แต่มีเสียงเล่าว่างานนี้ "เสียใจแต่ไม่แคร์" เพราะเชื่อมั่นในการดูดแบบ "ล็อกเป้า"
และเป้าที่ว่าก็คือเป้านักเลือกตั้งที่มีตัวบุคคลโดดเด่นกว่าพรรค โดดเด่นกว่ากระแส ไม่ว่าไปพรรคไหน หรือเลือกเมื่อไหร่ก็ยังชนะ เราจึงเห็นภาพ "สะสมทรัพย์" เราจึงเห็นภาพ "บ้านริมน้ำ" เราจึงเห็นภาพ "พลังชล" และเราจึงเห็นภาพ "เพื่อนเนวิน"
แต่คำถามคือจะมีใครกี่คนที่ยอมมาร่วมหากต้องการนายกฯ คนใน เพราะคนเหล่านี้ล้วนผ่านประสบการณ์การถูกดูดมาทั้งสิ้นและได้เรียนรู้ว่า การรักษาฐานที่มั่นย่อมดีที่สุด แถมยังมีอำนาจการเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายหาสถานการณ์เป็นอื่น"เพื่อนเนวิน" จึงคงไม่หนีไปจาก "ภูมิใจไทย" "ลูกท็อป" คงรักษามรดกเตี่ย "ชาติไทยพัฒนา" "สนธยา คุณปลื้ม" คงไม่ล้ม "พลังชล"
ดังนั้นหากตั้งเป้าดูดเพื่อรวม คนที่เหลือจะมารวมก็คงเป็นเพียง "นักการเมือง" ที่ยังไม่มีสังกัดชัดเจน หรือได้รับข้อเสนออันมิอาจปฏิเสธได้ แต่ถามว่าจะเพียงพอหากอยากเป็นนายกฯ คนในหรือไม่ ก็ต้องลุ้นอีกทีว่าเสียงจะถึงหรือเปล่า
เสี่ยงหรือไม่ต้องถามใจ "บิ๊กตู่"