ลงไปต่อกันที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันพรุ่งนี้่เป็นวันครบรอบ 14 ปีของ "เหตุการณ์กรือเซะ" หรือเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 เหตุการณ์กรือเซะเป็นเหตุรุนแรงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในรอบ 14 ปีไฟใต้ คือ 109 ราย แน่นอนว่าวันที่ 28 เมษาฯได้กลายเป็น "วันสัญลักษณ์" วันหนึ่งที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรึงกำลังเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ แต่วันนี้ "ล่าความจริง" มีเรื่องราวในมุมอื่นๆ มาเล่าให้คุณผู้ชมฟัง

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

(คลิปข่าว) 14 ปีกรือเซะ... แม่วัยชราที่นับวันรอลูกชายกลับบ้าน

"เหตุการณ์กรือเซะ" ที่คนสนใจปัญหาภาคใต้เรียกกันจนติดปาก จริงๆ แล้วไม่ได้เกิดขึ้นที่มัสยิดกรือเซะ อำเภอเมืองปัตตานี เพียงแห่งเดียวเท่านั้น เพียงแต่ที่มัสยิดกรือเซะมีความสูญเสียมากที่สุด คือมีผู้เสียชีวิตมากถึง 32 ราย แต่ในวันเดียวกันนั้นยังมีความสูญเสียในจุดอื่นๆ อีก 10 จุด รวมทั้งสิ้น 11 จุด


ตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 28 เมษายน ปี 47 หรือเมื่อ 14 ปีที่แล้ว มีกลุ่มวัยรุ่นและชายฉกรรจ์บุกโจมตีป้อมจุดตรวจของทหารและตำรวจ รวม 11 จุดใน 3 จังหวัด คือ จังหวัดปัตตานี ยะลา และสงขลา จุดที่มีการโจมตี คุณผู้ชมดูตามกราฟฟิกที่ขึ้นบนหน้าจอขณะนี้ได้เลย

(คลิปข่าว) 14 ปีกรือเซะ... แม่วัยชราที่นับวันรอลูกชายกลับบ้าน


ที่จุดตรวจบ้านกรือเซะ มีการยิงต่อสู้กัน ทำให้กลุ่มวัยรุ่นและชายฉกรรจ์ที่บุกโจมตี วิ่งหลบหนีเข้าไปในมัสยิดกรือเซะ ซึ่งน่าจะมีประชาชนปฏิบัติศาสนกิจด้านในอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง ต่อมาเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ ได้นำกำลังไปล้อมมัสยิดเอาไว้ ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย ก่อนตัดสินใจใช้อาวุธหนักยิงถล่ม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 32 ราย ส่วนจุดอื่นๆ ก็มีผู้เสียชีวิตทุกจุด รวมแล้ว 109 คน

ปลายปี 2555 รัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ได้จ่ายเงินเยียวยาในอัตราใหม่ให้กับครอบครัวผู้สูญเสียในเหตุการณ์กรือเซะทั้งหมด 109 ราย ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 2 นาย รวมจ่ายเงินเยียวยาทั้งสิ้น 302 ล้านบาท

(คลิปข่าว) 14 ปีกรือเซะ... แม่วัยชราที่นับวันรอลูกชายกลับบ้าน



หลังเหตุการณ์กรือเซะ มีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาไต่สวนข้อเท็จจริง ผลการไต่สวนสรุปว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติการในวันนั้น กระทำการเกินกว่าเหตุ แต่ในทางคดีกลับไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีเจ้าหน้าที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งไม่มีการลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่แม้แต่คนเดียว แต่มีผู้ต้องหาซึ่งเป็นประชาชนถูกจับกุมและถูกดำเนินคดี 1 คน คือ นายอับดุลรอนิง เจ๊ะเลาะ โดยเขาถูกจับกุมได้ที่หน้า สภ.แม่ลาน จังหวัดปัตตานี หนึ่งในจุดที่มีการโจมตี เขาถูกฟ้องคดีต่อศาล และศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต แม้เขาจะอ้างว่าไม่รู้เรื่องการโจมตีโรงพักแม่ลานเลยก็ตาม แต่สาเหตุที่ไปอยู่ในเหตุการณ์ เพราะมีคนว่าจ้างให้ขับรถไปส่งลูกจ้างกรีดยางที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา

14 ปีที่อับดุลรอนิงต่อสู้คดีและใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ บ้านของเขาที่ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ต้องปิดร้าง ครอบครัวที่เคยอบอุ่น มีภรรยาและลูกๆ 3 คนต้องแตกสลาย ลูกคนโตเสียชีวิต วันนี้เขาเหลือเพียงแม่ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่งใกล้ๆ กับบ้านร้างของเขา และแม่คนนี้เองที่คอยดูแล ส่งข้าวส่งน้ำให้อับดุลรอนิงที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดสงขลา

แม่ของอับดุลรอนิง คือ นางแอเสาะ ลาเต๊ะ ปีนี้อายุ 76 ปีแล้ว แต่ยังต้องลากสังขารเดินทางไปเยี่ยมลูกชายทุกวันจันทร์ ทั้งๆ ที่มีฐานะยากจน โดยทุกเช้าวันจันทร์ นางจะขึ้นรถไฟที่สถานีโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ไปลงที่สถานีจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อต่อรถโดยสารไปที่เรือนจำจังหวัดสงขลา ใช้เวลาร่วมครึ่งวันถึงจะได้พบหน้าลูก

(คลิปข่าว) 14 ปีกรือเซะ... แม่วัยชราที่นับวันรอลูกชายกลับบ้าน



นางแอเสาะ เล่าทั้งน้ำตาว่า ทุกๆ วันได้แต่นั่งมองปฏิทิน เพื่อรอวันที่ลูกจะได้อิสรภาพ นางกลัวว่าจะเสียชีวิตไปเสียก่อนที่จะได้เห็นลูกชายออกจากคุก เพราะนางแก่มากแล้ว ตอนที่ไปเยี่ยมลูกครั้งก่อนก็ลื่นหกล้มที่สถานีรถไฟ จนได้รับบาดเจ็บ ต้องนอนรักษาตัวนานเป็นสัปดาห์ จึงอยากขอวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยทำเรื่องขออภัยโทษให้ลูกชายด้วย

แม่ของอับดุลรอนิง บอกด้วยว่า ตลอด 14 ปีที่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นในพื้นที่ ชาวบ้านมีแต่ความเดือดร้อน ครอบครัวของนางเองก็เดือดร้อน ความปลอดภัยก็ไม่มี พื้นที่ปลอดภัยที่หวังว่าจะมีการเจรจากันได้ระหว่างรัฐบาลกับผู้ก่อเหตุรุนแรง ก็ยังไม่เกิดขึ้นเสียที แล้วเมื่อไหร่สถานการณ์ในพื้นที่จะสงบลงได้จริงๆ

ก็ถือเป็นความหวังของคนในพื้นที่ที่อยากเห็นบ้านเกิดของตัวเองสงบสุข "ล่าความจริง" นำเรื่องราวของอับดุลรอนิงและครอบครัวมาเล่าให้ฟัง ไม่ได้ต้องการบอกว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก แต่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่า ความรุนแรงไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของฝ่ายใด ไม่เคยสร้างประโยชน์ให้กับใครเลย มีแต่บาดแผล ความเจ็บช้ำ และคราบน้ำตา จึงหวังว่าอุทาหรณ์ของเหตุการณ์กรือเซะ จะเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกฝ่ายช่วยกันสร้างสันติภาพขึ้นในดินแดนแห่งนี้