ดังนั้น รัฐธรรมนูญสองฉบับก่อนหน้านี้รวมถึง ฉบับปัจจุบัน กำหนดให้ "รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรับผิดชอบและกํากับ การดําเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่"
และยังตอกย้ำเจตนารมณ์ความเป็นอิสระ โดยกำหนดให้กรรมการ กสทช. ต้องมาจากการสรรหา และรับรองโดย "วุฒิสภา" มิใช่รัฐบาล ที่เป็นฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหาร
แต่ "คลิปลับ" ที่เผยแพร่โดยมิได้มีการระบุถึงที่มาที่ไปนั้น อ้างว่าเป็นการประชุมกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) และมีเสียงเสียงหนึ่งบอกว่า "ผมได้รับการประสานในวันหยุดว่า ท่านนายกฯ ท่านไม่แฮปปี้กับผู้ที่สรรหามาทั้งหมดทั้ง 14 คน ท่านต้องการใช้อำนาจที่ท่านมีอยู่ ยกเลิกพวกนี้ทั้งหมด"
การอ้างถึงนายกฯ เช่นนี้ถือว่าเป็นการ "บังอาจ" ยิ่งนัก เพราะนั่นจะทำให้คนเข้าใจผิดได้ว่า นายกฯ กำลังใช้อำนาจที่ไม่มีตามกฎหมายเข้าแทรกแซงกระบวนการสรรหาและคัดเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งสำคัญอันควรจะเป็นอิสระ
ยังดีที่ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ออกมาปฏิเสธโดยบอกว่า "ไม่รู้ เสียงใครไม่รู้ ไม่ต้องชี้แจง" เพราะเรื่องอย่างนี้จะให้เชื่อก็แสนจะยาก เพราะคนระดับผู้นำประเทศซึ่งประกาศตัวเข้ามาปฏิรูปและรังเกียจการแทรกแซงกระบวนการอันไม่ถูกต้องจะมากระทำการที่ไร้วุฒิภาวะอย่างนี้ได้อย่างไร หากใครไม่รู้หรือหลงเชื่อก็จะทำให้เสียหายต่อผลประโยชน์ชาติและเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนี้ถ้าบังเอิญเทปลับดังกล่าวเป็นเสียงจริงในการประชุมยิ่งแล้วไปใหญ่ เพราะอาจมี สนช.หลงเชื่อและไม่ลงมติรับรองว่าที่ กสทช. เพราะเห็นว่า "ท่านนายกฯ" ยังไม่เห็นชอบและยังอยากใช้อำนาจยกเลิกเลย ต่อให้เลือกเข้าไปก็อาจจะยกเลิกการสรรหาและการคัดเลือกครั้งนี้ได้ ทำให้ผลโหวตไปในทางที่ออกมา เรื่องเช่นนี้นอกจากทำให้ผู้ได้รับคัดเลือกเสียผลประโยชน์ประเทศอาจจะเสียประโยชน์จากการได้คนดีๆ เพราะการแอบอ้าง
ดังนั้น การปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกับตัว "ท่านนายกฯ" อาจไม่เพียงพอ แต่ต้องหาตัวผู้กระทำการดังกล่าวมาด้วย ทั้งในแง่ที่มีการพูดอย่างนั้นในที่ประชุมจริงหรือไม่ เพราะหากไม่มีแล้วอ้างว่ามีก็ทำให้ "นายกฯ" เสื่อมเสีย เป็นการจงใจทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นโดยตรง ทำให้คนมองว่าผู้นำมีนอกมีในกับเรื่องนี้ ทำให้เกิดความแปดเปื้อน
แต่หากเป็นจริงยิ่งต้องหาตัวผู้ที่แอบอ้างว่า "พล.อ.ประยุทธ์" พูดเช่นนี้ เพราะชัดเจนว่าเมื่อท่านไม่ได้พูด ผู้ที่แอบอ้างย่อมต้องหวังผลบางประการ ทั้งต่อส่วนตน หรือาจหวังผลดิสเครดิตผู้นำประเทศ
ดังนั้น จึงต้องสนับสนุนให้ดำเนินการถึงที่สุด เพราะเรื่องนี้มิใช่เพียงเรื่องของบุคคล หรือเป็นเพียงเรื่องแค่การไม่เห็นชอบองค์กรอิสระ แต่เป็นเรื่องการทำให้คนทั่วไปเชื่อว่ามีความพยายาม "จงใจแทรกแซง" จากฝ่ายการเมืองที่กุมอำนาจ ซึ่งกระทบกับหลักการกฎหมาย หลักการของรัฐธรรมนูญ อาจถึงขั้นทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ไม่ควรเก็บเอาไว้เป็นอย่างยิ่ง
คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ