การตั้งโต๊ะแถลงต่อสื่อมวลชนครั้งนี้ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ วีระพล ทองมา เลขานุการสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมชี้แจง พร้อมด้วย ดอกเตอร์ สุดเขต สกุลทอง ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และคณะผู้บริหาร คณาจารย์ แต่ไม่ปรากฏว่ามี ดอกเตอร์ จำเนียร ยศราช อธิการบดี และ ดอกเตอร์ อำนวย ยศสุข นายกสภามหาวิทยาลัย ร่วมแถลงข่าวด้วยแต่อย่างใด
อาจารย์วีระพล กล่าวตอนหนึ่งว่า กรณีที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยถูกร้องเรียนด้านธรรมภิบาลนั้น ขอยืนยันว่าไม่มีมูลความจริงใดๆ และมีเพียง 2 ประเด็นที่ กกอ.มีความเห็นต่างจากสภามหาวิทยาลัย คือ
1.กรณีกล่าวหาเรื่องการใช้รถยนต์ น้ำมันเชื้อเพลิง และเบิกเบี้ยเลี้ยงของพนักงานขับรถ ซึ่งเป็นทรัพย์สินของทางราชการในงานทอดผ้าป่าเสริมบารมีตัวเองของผู้บริหารมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กรณีนี้ขอยืนยันว่า การจัดงาน "ผ้าป่าสามัคคี แม่โจ้ แม่ทา" ที่จังหวัดลำพูน เมื่อปี 57 เป็นการทอดผ้าป่าในนามมหาวิทยาลัย ไม่ใช่การเสริมบารมีผู้บริหาร ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายมหาวิทยาลัย เพื่อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
กรณีนี้ได้มีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ทาง ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติไม่รับเรื่อง และส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชา คือ สภามหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นผู้ดำเนินการเอง และยังมีการแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน แต่ตำรวจมีความเห็นไม่สั่งฟ้อง
2.กรณีการใช้รถยนต์ส่วนกลางของมหาวิทยาลัยในกิจกรรมส่วนตัว ทั้งๆ ที่เบิกค่าเดินทางเหมาจ่ายตามระเบียบกระทรวงการคลังไปแล้วกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน กรณีนี้มีการร้องไปที่ ป.ป.ช.เช่นกัน และอยู่ระหว่างการดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานของ ป.ป.ช. ทางมหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ แต่สภามหาวิทยาลัยได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว พบว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล
ส่วนกรณีที่ กกอ.เสนอให้รัฐมนตรีศึกษาฯ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ดำเนินการกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้นั้น ข้อเท็จจริงคือ รัฐมนตรีศึกษาฯ สั่งการให้ดำเนินการโดยใช้กลไกตามกฎหมายปกติ ซึ่งสภามหาวิทยาลัยจะดำเนินการพิจารณาเรื่องนี้ในวาระการประชุมของสภามหาวิทยาลัย ในวันที่ 6 พฤษภาคม
เลขานุการสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ บอกด้วยว่า การนำเสนอข่าวของสื่อบางแห่งสร้างความเสียหายให้กับมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้มีความผิดอะไร เมื่อมีข้อกล่าวหา ก็มีการตรวจสอบตามระเบียบขั้นตอนทุกอย่าง การแถลงข่าววันนี้เป็นการนำข้อเท็จจริงมาชี้แจงให้สังคมได้ทำความเข้าใจ จึงขอถามกลับไปว่า กรณีที่สื่อมวลชนนำเอกสารลับซึ่งเป็นมติ กกอ.นำเสนอต่อสังคม ใครกันแน่ที่ไม่มีธรรมาภิบาล ฉะนั้นทางมหาวิทยาลัยอาจขอใช้สิทธิ์ทางกฎหมายในการฟ้องร้องสื่อมวลชนบางแห่งเพื่อเรียกคืนศักดิ์ศรีให้กับมหาวิทยาลัย โดยตนเองในฐานะผู้แทนของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอยืนยันว่า มหาวิทยาลัยมีธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
หลังจากการแถลง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม โดย "ทีมข่าวล่าความจริง" ได้ถามผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่า ทราบหรือไม่ว่า กกอ.มีมติให้รัฐมนตรีศึกษาใช้มาตรา 44 กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีร้องเรียนทั้ง 2 กรณีว่ามีมูล เหตุใดจึงไม่ชี้แจงกับทาง กกอ. และเมื่อผลสอบสวนของสภามหาวิทยาลัย ตรงกันข้ามกับ กกอ. จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมและศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยได้อย่างไร ทั้งสองประเด็นนี้ได้รับคำตอบว่า ทางมหาวิทยาลัยเพิ่งได้รับหนังสือที่เป็นมติของ กกอ.เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้เอง ฉะนั้นในวันที่ 6 พฤษภาคม สภามหาวิทยาลัยจะประชุมกันในประเด็นนี้ต่อไป ส่วนการตรวจสอบประเด็นข้อกล่าวหาต่างๆ ของทางสภามหาวิทยาลัยนั้น เป็นไปอย่างยุติธรรม โปร่งใส มีกฎระเบียบกฎหมายรองรับ แต่ที่ผ่านมาคณาจารย์ที่ร้องเรียน ไม่เคยยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านสภามหาวิทยาลัย แต่ไปยื่นต่อองค์กรตรวจสอบภายนอกมหาวิทยาลัย
นี่คือการแถลงข่าวใหญ่ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยแม่โจ้ น่าสังเกตว่าวันนี้แถลงข้อกล่าวหาแค่ 2 ประเด็นนะ ไม่ใช่ 4 ประเด็นตามที่มีการแชร์ข้อมูลทางเพจเฟซบุ๊คเมื่อวานนี้ หลังจากนี้ก็คงต้องรอดูวันที่ 6 พฤษภาคม ที่สภามหาวิทยาลัยจะประชุมกันเกี่ยวกับมติ กกอ. ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะเดียวกันก็ต้องรอดูทางรัฐมนตรีศึกษาฯ ว่าจะตัดสินใจอย่างไร หลังจาก กกอ.ยืนยันมติไปช่วงก่อนวันหยุดยาวสงกรานต์ ให้ใช้มาตรา 44 กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งสวนทางกับท่าทีของรัฐมนตรีที่ต้องการให้ใช้กฎหมายปกติ